ช่วงนี้ครูงานเยอะ

ผมบรรจุรับราชการครูมาตอน ปลายปี 54 นับเวลาถึงตอนนี้ก็เกือบจะ5 ปีแล้วครับ และตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าตอนนี้งานของครูทุกคนจะเยอะมากๆ ทั้งเรื่องในห้องเรียนและเรื่องนอกห้องเรียน

เริ่มจากเรื่องที่มีผลกับหน้าที่การงานและอนาคตของการรับราชการ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมามีข่าวว่าจะให้ครู(เฉพาะที่บรรจุใหม่)ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่จะเป็นลูกจ้างของรัฐ ซึ่งก็ทำเอาแตกตื่นกันพอสมควร แต่ตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เรื่องต่อมา มีคำสั่ง คสช.ให้ยุบ  อกคศ ซึ่งถ้าอธิบายง่านก็คือกลุ่มคนที่มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการย้าย และเรื่องอื่นๆของข้าราชการครูในเขตพื้นที่ๆรับผิดชอบนั้นเอง อันนี้ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

และเร็วนี้กำลังจะมีการปรับโครงสร้างการศึกษาของชาติครั้งใหญ่ ซึ่งครูทุกคนก็กำลังตั้งใจฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

อันนั้นคือเรื่องของความมั่นคงในอาชีพการงานการรับราชการ ต่อมาพูดถึง การทำงานบ้าง ตอนนี้โครงการและกิจกรรมต่างๆเยอะแยะมากมาย

หนึ่งลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ อันนี้เป็นนโยบายของเจ้ากระทรวง ซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะคิดถูกหรือผิด โดยสรุปสั้นก็คือ เป็นการเน้นในเด็กนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆมากขึ้น แทนที่จะเรียนแต่วิชาการอย่างเดียว ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็มีวิธีการและกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น กีฬา ดนตรี งานประดิษฐ์ หรืออื่นๆอีกมาย ซึ่งก็ไม่มีถูกหรือผิด แต่ขึ้นอยู่กับความถนัดของเด็กและความสามารถของครูผู้สอนว่ามีความรู้ในเรื่องนั้นๆหรือเปล่า

แต่สิ่งที่ขัดกับชื่อโครงการนั้นก็คือวิชาที่เรียนในห้องเรียนก็ยังเท่าเดิมเพราะเป็นหลักสูตรกลางไม่สามารถเปลี่ยนได้ จนกว่าจะมีการแก้ พรบ การศึกษาใหม่

อีกสิ่งที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรคก็เรื่องของงบประมาณ เพราะหลายกิจกรรมต้องซื้ออุปกรณ์  อย่างเช่นการทำขนม การจักสาน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งโรงเรียนเล็กๆจะได้รับผลกระทบมากสุดเพราะ ปรกติเงินก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้ว

สองโรงเรียนประชารัฐ อันนี้เป็นหนึ่งในโครงการย่อยของโครงการประชารัฐ ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน ซึ่งก็จะมีหน่วยงานภายนอกเข้ามานิเทศ ด้วยซึ่งร่วมถึงการมีเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งการเอาบุคคลภายนอกเข้ามานิเทศ ก็สามารถมองได้สองด้านทั้งด้านบวกและด้านลบ ดีเพราะจะได้มุมมองใหม่ ความคิดเห็นใหม่ๆ จากคนที่อยู่นอกวงการๆศึกษา เสียตรง ไม่มีความรู้เรื่องการจัดการศึกษาอาจจะไม่เข้าใจ ข้อจำกัดของโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง สมศ รอบ สาม ในบุคคลภายนอก เข้ามานิเทศ เห็นอาคารเก่า ก็บอกให้เปลี่ยน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ถูกแต่ทำได้ไหมก็ทำไม่ได้เพราะเราไม่มีงบประมาณเพียงพอ เป็นต้น

นอกเหนือจากสองโครงการนี้แล้วก็มีโครงการอื่นๆ อีกอย่างเช่น ธรรมศึกษาในสถานศึกษา  การสอนทักษะอาชีพในสถานศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง และอีกหลายๆโครงการ คณะนิเทศออกมานิเทศเป็นว่าเล่น ซึ่งการนิเทศแต่ละครั้งก็ต้องมีการเตรียมเอกสาร เหมือนเรากำลังจะวนเข้าสู่ loop เดิม

ถ้าทำแล้วได้ผล  ผมเชื่อว่าครูทุกคนยินดีที่จะเหนื่อยเพื่อเด็ก แต่ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่ายังไหงก็คงต้องติดตามกันต่อไป

 

เรือจ้างหางยาว

Read More

โรงเรียนประชารัฐ

บริเวณเวลานี้ คำที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ก็คือคำว่าประชารัฐ ซึ่งตามความเข้าใจส่วนตัว นั้นผมเข้าใจว่า คือสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นโครงการ หรือ กิจกรรม จะต้องเป็นสิ่งที่ถูกใจประชาชน และรัฐบาลคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ คือพอใจทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ประชา(ประชาชน) หรือ รัฐ(รัฐบาล)

ซึ่งในบริบทของภาคการศึกษานั้น ก็ได้รับมอบหมายโครงการ ให้ดำเนินการนำร่อง โรงเรียนประชารัฐ หรือ ชื่ออย่างเป็นทางการนั้นก็คือ โรงเรียนสานพลังประชารัฐ

โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาใน 3 ด้านด้วยกันอันได้แก่ 1.ให้เด็กนักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม 2.พัฒนาทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ 3.การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ใน ทุกกลุ่มสาระ

โดยการดำเนินการนั้นก็ยังไม่ชัดเจน แต่มีกำหนดการว่าให้เริ่มดำเนินการในโรงเรียนนำร่องในเทอมต้นของปีการศึกษา 2559

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี หากผลลัพธ์ที่จะเกิดกับเด็กนักเรียนนั้น ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งหมด

แต่ที่เป็นห่วงก็คือเรื่องของความต่อเนื่องเพราะ ในฐานะของผู้ปฏิบัตินั้น โครงการลักษณะนี้ นั้นมีมาเรื่อยๆ และมีเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาให้เด็กนักเรียน เก่งขึ้น  ดีขึ้นแทบทั้งนั้น  แต่เมื่อปฏิบัติไปได้สักพัก ก็จะซ่า และเลิกโครงการไป  อย่างเช่น โรงเรียนดีประจำตำบล  โรงเรียนดีศรีตำบล โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียน BBl และอื่นๆ ทำให้ขาดความต่อเนื่อง  และศูนย์เปล่าในการปฏิบัติ

และอีกเรื่องที่เป็นห่วงนั้นก็คือ ความแตกต่างกันของบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย  โรงเรียนที่อยู่ในเมืองกับโรงเรียนที่อยู่ในต่างจังหวัดห่างไกล แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งความพร้อมในเรื่องของสิ่งที่เป็นวัตถุ  เช่นอาคารสถานที่ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ต่าง หากอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลก็แทบจะไม่มีโรงเรียนใดพร้อมเลย นอกจากนั้นคือเรื่องของความตระหนักในเรื่องของการศึกษา ของทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง เด็กบางคนมาโรงเรียนไม่ได้ต้องการมาเรียนรู้ แค่มาเพื่อต้องการได้ใบวุฒิการศึกษาเพื่อเอาไปทำงานโรงงานแค่นั้นเอง

แต่อย่า บอกว่าเป็นหน้าที่ครูนะ ที่ต้องปรับทัศนะคติเด็ก เพราะครูทุกคนสั่งสอนจน ปากแทบฉีกแล้ว

แล้วก็อย่าบอกว่าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรเลยสิ เปล่า ผมคิดว่า โรงเรียนประชารัฐเป็นสิ่งที่ดี แต่ฝากสองอย่าง ให้นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นั้นก็คือเรื่องของความต่อเนื่องของโครงการ แล้วก็เรื่องของความแตกต่าง ของเด็กแต่ละพื้นที่  ขอบคุณครับ

Read More

เกษียณอายุราชการ 65 ปี

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าว ตามสื่อต่างๆมากมายว่า กพ(ข้าราชการพลเรือน) จะมีการเสนอ ค.ร.ม. ให้เพิ่มเวลาอายุราชการ จากปัจจุบัน ข้าราชการเกษียรตอนอายุ 60 ปี ปรับเพิ่มเป็น 65 ปี

โดยมีการอ้างอิงงานวิจัย ว่าการเพิ่มอายุราชการนั้นจะทำให้ รัฐใช้จ่ายเงินเพื่อดูแล เหล่าข้าราชการทั้งหลายน้อยลง

ในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการตัวน้อยๆคนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกลับเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ก็ตามที่

1.เพราะจริงแล้วนั้นข้าราชการที่อายุเยอะๆเงินเดือนจะสูงมากซึ่งสามารถเอามาจ้างเด็กที่จบมาใหม่สี่ถึงห้าคนเลยที่เดียว

2.อีกอย่างยกตัวอย่างงานในโรงเรียน ครูที่อายุเยอะๆก็ใช้ว่าจะทำงานได้ดีกว่าเด็กที่บรรจุใหม่ เพราะครูที่อายุเยอะจะไม่คอยทำอะไรนอกจากการสอนที่ทำมาแล้วตลอดชีวิต เพราะอ้างว่าทำไม่เป็นอย่างเช่นการพิมพ์งานเอกสารต่าง ก็จะใช้เด็กที่บรรจุใหม่ทำ  อะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือว่าคอมพิวเตอร์ก็จะไม่ยอมทำ

3.หากเพิ่มเวลาราชการไปอีก 5 ปี ปัญหาที่จะตามมาอย่างแน่นอนนั้นก็คือปัญหาการไม่มีงานทำของเด็กที่จบมาใหม่ โดยเฉพาะอาชีพครู ที่คนที่จบออกมารอ พร้อมที่จะทำงาน แต่ไม่มีงานให้พวกเขาทำก็มากมาย

และกระแสล่าสุดคือท่าน นายกไม่เอาด้วย ถึงอย่างนั้นก็แล้วแต่ในอนาคตอาจจะมีการเสนอเรื่องนี้อีกก็เป็นได้

สิ่งที่ผมอยากเสนอนั้นก็คือ ให้จ้างเป็นกรณีๆไปอย่างเช่นงานบางตำแหน่งต้องการคนที่มีความชำนาญมากก็อาจจะจ้างต่อโอยอาจจะเป็นในลักษณะของลูกจ้าง อย่างนี้เป็นต้นแต่การที่จะขยายเวลาราชการออกไปนั้นผมว่าตรรกมันแปลกๆ

Read More

โรงเรียนขยายโอกาส

โรงเรียนขยายโอกาส

ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสทำงานในโรงเรียน เพราะมีอาชีพ เป็นครู หลังจากที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่ชีวิตก็ได้จับพลัดจับพลู่ มาเป็นครูในโรงเรียนและที่สำคัญโรงเรียนที่ผมทำงานอยู่นี้เป็น โรงเรียนขยายโอกาส

หลายคนที่ไม่อยู่ในวงการการศึกษาอาจจะสงสัยว่าไอ้คำว่าโรงเรียนขยายโอกาสเนี้ยมันคือโรงเรียนแบบไหนกัน

โรงเรียนขยายโอกาสคือโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับ อนุบาลจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนมากก็จะอยู่นอกเขตตัวอำเภอ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับเด็กที่ไม่พร้อมที่จะเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนสามัญในตัวอำเภอ รวมถึงเด็กที่มีปัญหามาจากที่อื่นๆ

เพราะฉะนั้นปัญหาของโรงเรียนขนายโอกาสจึงมีมากกว่าโรงเรียนที่สอนถึงแค่ระดับประถมศึกษาทั่วๆไป

ปัญหาอันดับแรกนั้นก็คือ เรื่องการเรียนการสอน ผลสัมฤทธิ์จะต่ำเพราะว่า เป็นเด็กที่ไม่เก่ง เด็กที่เก่งๆส่วนมากเขาก็จะเข้าไปเรียนในโรงเรียนมัธยมจนหมดแล้ว แต่อย่าโทษว่าครูสอนไม่ดี เพราะเท่าที่สัมผัสมาครูเก่ง และมีความอดทนมาก แต่ปัญหาคือเด็กไม่มีความตระหนัก และไม่ได้สนใจที่จะเรียน เพราะเขามองอนาคตไม่ออก เพราะครอบครัวของเขาก็ทำไร่ ทำนากัน จึงไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร เพราะยังไหงก็ต้องทำนาต่อจากพ่อแม่อยู่ดี บางคนถึงอยากลาออกไปทำนาเลยก็มี เวลามีปัญหา โรงเรียนขู่ว่าจะไล่ออก เด็กบอกยิ่งดีจะได้ไปทำงาน

ปัญหาที่สอง คือพฤติกรรมเชิงลบ อย่างเช่นการ การพนัน อย่าเสพติดเบื้องต้น(บุหรี,สุรา) ความรุนแรง โดยเฉพาะสมัยนี้การมีโซเชียลทำให้เด็กติดต่อกันได้งายขึ้น ซึ่งถ้าใช้ไปในทางที่ผิดมันก่อสร้างปัญหาได้เหมือนกัน อย่างเช่นการด่ากันไปมาผ่านทาง facebook หรือการนัดตบกัน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เพราะเด็กมัธยมกำลังเข้าสู่วัยรุ่น เขาจึงนิยมไปกับวัยรุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา และหลอกเลียนแบบพฤติกรรมเชิงลบมาใช้ในโรงเรียน

ปัญหาที่ สาม นั้นก็คือปัญหาการตั้งท้อง ก่อนวัยอันควร เด็กผู้หญิงพอเริ่มเข้าสู่ ม.3ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสาวมากขึ้น บางคนดูแลตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าที่จะปฏิเสษก็จะเกิดการตั้งครรณ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งก็ต้องออกจากโรงเรียน และบทสรุปที่เห็นโดยทั่วๆไปก็คือพอผ่านไปไม่เกินอีกหนึ่งปีก็จะเลิกรากัน แล้วก็ต้องกลับมาเริ่มเรียนระดับ ม.1 ในการเรียนแบบ กศน. แทน

นี้คือปัญหาที่โรงเรียนขยายโอกาสเจอกันกันทุกโรงเรียน และก็พยายแก้กันมาโดยตลอด แต่ก็แก้ได้อยาก

เพราะถ้าจะปลูกฝังสิ่งที่ดีๆให้เด็กๆเลยตั้งแต่แรกนั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัว ซึ่งก็ต้องให้ความรู้กับครอบครัวของเด็กด้วย

Read More

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้และการสอนอาชีในโรงเรียนภาคบังคับ

คนที่ประกอบอาชีพครูในช่วงนี้คงจะได้ชื่อ โครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้กันบ่อยๆ เพราะเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันนั้นก็คือ พล.เอก ดาว์พงษ์ ที่ต้องการให้เด็กเรียนวิชาการในห้องเรียนให้น้อยลงและให้ได้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากยิ่งขึ้น เลยได้มีการกำหนดเป็นนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ขึ้นมา

โดยกำหนดให้การเรียนในชั้นเรียนนั้นสิ้นสุด ลงเวลา 14.00 น ของทุกๆวัน หลังจากนั้นก็จะเป็นกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายหรือว่าทำกิจกรรมกลางแจ้ง

เทอมนี้(2/2558)เป็นเทอมแรกที่มีการนำร่องในโรงเรียนต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จพอสมควร ในเทอมหน้าหรือ 1/2559 จะมีการเพิ่มปริมาณโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมให้ได้ ครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมด

ก็ต้องรอดูว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรน่าพอใจหรือไม่ เพราะนี้ถือว่าเป็นโครงการที่แปลกใหม่มากสำหรับเมืองไทย แต่ในต่างประเทศนั้นเขาทำอย่างนี้กันมานานแล้ว

อย่างเช่นที่ประเทศฟินแลนด์ จะเรียนถึงแค่เที่ยงหลังจากนั้นก็จะให้เด็กไปทำกิจกรรมที่ตัวเองถนัด ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ การศึกษาของประเทศเขาได้อันดับที่ 1 ของโลก

ไม่แน่ปัญหาการศึกษาที่เรื้อรังปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีก ก็ไม่หายสักที่อาจจะดีขึ้นในยุคที่รัฐบาลสามารถสั่งการได้เด็ดขาดนี้ก็ได้

Read More

วันครู ปี 2559

วันที่ 16 ของเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันที่พวกเราชาวเรือจ้างทั้งหลายต้องกากบาทเอาไว้เลยเพราะว่าเป็นวันครูแห่งชาติ

เราทุกคนคุ้นเคยกับวันครูมาตั้งแต่เด็กเพราะว่าวันครูนักเรียนก็จะได้หยุดเรียนด้วยเพื่อให้ครูทำการบูชาครู

ซึ่งกิจกรรมที่ปฏิบัติต่อๆกันมาอย่างยาวนานนั้นก็คือช่วงเช้าจะมีการประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และมีการมอบรางวัลครูดีเด่นให้กับคุณครูผู้ปฏิบัติความดี และรางวัลที่มอบให้แก่บุคคลภายนอกที่ให้การสนับสนุนการศึกษาเป็นอย่างดี

หลังจากนั้นในช่วงบ่ายก็จะมีการแข่งขันกีฬาของครูในอำเภอต่างๆ ถือเป็นโอกาสอันดีให้ครูต่างโรงเรียนได้มาพบปะกัน ช่วงเย็นจนถึงค่ำก็จะเป็นช่วงให้ครูๆได้ปล่อยแก่ ด้วยมหรสพ ซึ่งส่วนมากจะเป็นวงดนตรี

วันที่16 มกราคม ของทุกปีเป็นวันที่ให้คณะครูจากที่ต่างๆได้มาพบปะกัน เพราะโดยปรกติแล้วงานในโรงเรียนของแต่ละคนจะเยอะมากๆ จนไม่มีเวลาได้ขยับไปไหนเลย

แต่วันครูวันที่ 16 มกราคม 2559 มีความแตกต่างออกไปเพราะได้มีการส่งหนังสือถึงเขตพื้นที่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ว่าไม่สมควรที่จะจัดกิจกรรมในภาค บ่ายนั้นก็คือการแข่งขันกีฬา และภาคค่ำนั้นก็คือการกินเลี้ยงดูมหรสพกัน

ในมุมของผู้สั่งการก็คงกลัวว่าครูจะกันสังสรรค์จนเมามายแล้วทำตัวไม่ดี เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กนักเรียนและเยาวชน

แต่ในมุมของครูแล้วน้อยคนนักที่จะเป็นอย่างนั้น ถามว่ามีคนที่เมาจนเกินเลยมีไหม ก็ต้องบอกตามตรงว่ามี เมาแล้วทะเลาะวิวาท เมาแล้วเกิดอุบัติเหตุ แต่ขอนำเสนอข้อมูลเอาไว้ตรงนี้เลยว่าน้อยมากๆ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าทุกวงการทุกสังคมมันก็ต้องมีทั้งคนและคนไม่ดีปะปนกันไปบ้าง แต่ขอย้ำอีกทีว่าครูที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมนั้นน้อยมากๆ

ประเด็นหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ครูอยู่กับชุมชนมีการติดต่อกับชุมชนอยู่ตลอด หากทำอะไรไม่ดีหรือทำอะไรเสียหายสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นเลยนั้นก็คือ คำบ่นคำด่าจากผู้ปกครอง ไม่ต้องรอให้หลวงลงโทษหรอกครับ

สรุปสุดท้ายไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการงดจัดกิจกรรมบางส่วนที่ จัดกันมาต่อเนื่องหลายสิบปี

Read More

ครูผู้ช่วย จากประสบการณ์จริง

ครูผู้ช่วยหลังจากครั้งที่แล้วได้เขียนถึงวิธีในการเข้าสู่ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ไปแล้ว ซึ่งนั้นคือหลักการหรือข้อบังคับที่ทุกคนจะต้องทำตาม แต่ว่าในชีวิตการเป็น ครูผู้ช่วย จริงๆแล้วละก็ แต่ละคนจะเจอประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ดวงใครดวงมัน ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันเลย

ก่อนอื่นขอเสนอข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเขตพื้นที่การศึกษา ที่ครูผู้ช่วย ต้องไปสังกัดก่อนเพราะว่าโรงเรียนต้องทำงานภายใต้การสั่งการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเขตพื้นที่การศึกษาจะแบ่งออกเป็นสองประเภทนั้นก็คือ 1.) ส.พ.ป ซึ่งย่อ มาจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โรงเรียนในสังกัด สพป ก็จะประกอบไปด้วย โรงเรียนประถมศึกษา กับโรงเรียนขยายโอกาส แล้วโรงเรียนขยายโอกาสคืออะไร คือโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม 2.) ส.พ.ม ย่อมาจาก สำนักงานพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งโรงเรียนในสังกัดก็จะประกอบไปด้วย โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา

ตอนที่เราจะสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็น ครูผู้ช่วย นั้น เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะสอบ เขตประถมหรือมัธยม แล้วแต่ว่าจะชอบสอนเด็กโตหรือเด็กเล็ก ซึ่งข้อดีข้อเสียเท่าที่คิดได้มีดังนี้ ระดับมัธยมนั้น รับประกันได้ว่าเราจะได้สอนตรงสายที่เราเรียนจบ มา นั้นก็คือถ้าจบคณิตศาสตร์ยังไหงก็ได้สอนวิชา คณิตศาสตร์ การทำงานเป็นระบบ เอกสารทุกอย่างต้องชัดเจน มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน ข้อเสียก็คือ สอบได้ยากเพราะคนเก่งๆส่วนมากจะเลือกที่จะสอบ เขตมัธยม

สำหรับเขตประถมนั้น ข้อดีคือ อยู่กันแบบพี่แบบน้องเพราะโรงเรียนขนาดไม่ใหญ่ ที่เคยเจอเล็กสุดคือ โรงเรียนหนึ่งมี ครูหนึ่งคน ผู้อำนวยการ หนึ่งคน ทั้งโรงเรียนมี 2 คน อีกอย่างคือความยืดยุ่น ในการปฏิบัติงาน และที่สำคัญคือ จำนวนคนสมัครสอบแข่งขั้นน้อยกว่าเขตมัธยม ส่วนข้อเสีย คือส่วนมมากโรงเรียนจะอยู่ห่างไกลจากความเจริญ ครูไม่พอทำให้สอนไม่ตรงเอก บ้างครั้งครูคณิตศาสตร์ต้องไปสอนคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคืองานอื่นๆนอกจากงานสอนเยอะมากๆตลอดทั้งปี(ผมอยู่โรงเรียนขยายโอกาส)

นอกจากนี้จากที่จะได้ไปอยู่ที่ไหนอาจจะขึ้นอยู่กับตัวแปรแทรกซ้อนอีกหนึ่งตัวที่เรียกว่าการขอใช้บัญชี เช่นเราสมัครสอบไว้ที่ เขต ก ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของเรา และสอบได้ขึ้นบัญชีเอาไว้ อยู่ๆก็มี เขต ข มาขอยืมใช้บัญชี ซึ่งเขต ข อยู่ อำเภออื่นหรือว่าจังหวัดอื่นๆ ซึ่งความจริงเราอาจจะไม่ไปก็ได้ แต่ส่วนมากแล้วจะไป เพราะโอกาสมาถึงก็คว้าไว้ก่อน ทำให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราจะได้ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง อย่างน้อยที่สุดคือ สองปี

การที่ลักษณะงานที่เราต้องทำเป็นยังไงนั้นจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ค่อนข้างมาก ซึ่งแต่ละคนจะมีลักษณะการบริหารที่แตกต่างกัน บางคนเน้นผลสัมฤทธิ์ บางคนเน้นความสวยงามของโรงเรียน เป็นต้น ครูผู้ช่วยบางคนอาจจะต้องไปทำงานทั้งเสาร์อาทิตย์ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้วจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ

Read More

ครูผู้ช่วย

ครูผู้ช่วยตำแหน่งแรกของการรับราชการครู นั้นก็คือตำแหน่งของครูผู้ช่วย หลายคนที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับวงการๆศึกษาก็อาจจะเข้าใจผิดว่า ครูผู้ช่วยนั้นไม่ใช้ครูแต่เป็นคนที่มาช่วยครูสอนเฉยๆ ซึ่งความคิดนี้อาจจะมีรากฐานมาจากการที่เมื่อก่อนมีตำแหน่งที่ชื่อว่าผู้ช่วยครู ซึ่งคือบุคคลทั่วไปที่มาช่วยงานครูเพราะสมัยก่อนตำแหน่งครูนั้นขาดแคลน

ตำแหน่งครูผู้ช่วยนั้นคือข้าราชการลำดับแรก ทุกคนที่จะเข้ามาเป็นครูจะต้องผ่านตำแหน่งนี้ก่อนทุกคนไม่มีข้อยกเว้น โดยเมื่อสอบบรรจุได้ก็จะได้รับการเรียกบรรจุ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนที่มีตำแหน่งว่าง โดยจะต้องอยู่ในตำแหน่งครูผู้ช่วยอย่างน้อยสองปี โดยในระหว่างระยะเวลาสองปีนั้น ครูผู้ช่วยจะต้องทำงานอย่างหนักเพราะว่าจะมีการประเมินทั้งหมด8ครั้งด้วยกัน โดยจะประเมินทุกๆ3เดือน หากประเมินผ่านทั้งหมดก็จะได้รับตำแหน่งเป็นครู ค.ศ.1

ซึ่งความเจริญก้าวหน้าของครูนั้นก็จะมีสองทางด้วยกัน นั้นก็คือการทำวิทยฐานะ ซึ่งก็คือ ชำนาญการ(ค.ศ.2),ชำนาญการพิเศษ(ค.ศ.3),เชียวชาญ(ค.ศ.4),เชียวชาญพิเศษ(ค.ศ.5) นี้คือชื่อของวิทยฐานะที่ครูจะสามารถมีได้ โดยแต่ละวิทยฐานะก็จะมีเงินประจำวิทยฐานะนั้น ได้แก่ ชำนาญการ ได้รับ 3,500 บาท ชำนาญการพิเศษ ได้รับ 5,600+5,600 เชียวชาญ 9,900+9,900 เชียวชาญพิเศษ ได้รับ 15,600+15,600

ความก้าวหน้าในทางที2 นั้นก็คือการสอบเพื่อ เปลี่ยนตำแหน่ง หากชอบการบริหารก็สอบ ไปเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน จากผู้อำนวยการโรงเรียน ก็สามารถสอบไปเป็น รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ จากรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็สามารถสอบไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้

หากไม่ชอบสายบริหาร ก็สามารถที่จะสอบไปทำงานอยู่ในสำนักงานเขตพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอีกทีหนึ่งได้ ในตำแหน่งของศึกษานิเทศก์ ซึ่งหน้าที่ของศึกษานิเทษนั้นก็คือการให้ความรู้แนะนำสิ่งต่างๆให้กับครู หรือที่เรียกว่า ครูของครู อีกทีหนึ่ง

การสอบเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยในปัจจุบันนั้นเข้มค้นมาก โดยการสอบจะมีสองรูปแบบ นั้นคือ 1.การเปิดสอบจากบุคคลทั่วไปที่มีใบประกอบวิชาชีพครู หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการสอบทั่วไป 2.การสอบกรณีพิเศษ หมายความว่าคนที่จะสามารถสอบในกรณีนี้ได้จะต้องทำหน้าที่สอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในตำแหน่ง ครูอัตราจ้าง หรือว่า พนักงานราชการ โดยจะต้องทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ถึงจะสามารถสอบในรูปแบบที่สองนี้ได้

ข้อแตกต่างของการสอบเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยของ2กรณีนี้นั้นก็คือ การสอบทั่วไปนั้น จำนวนคนสมัครสอบจะเยอะมากๆ โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละปีมีคนสมัครไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนคน ซึ่งตำแหน่งว่างที่เปิดบรรจุนั้นก็มีจำนวนไม่แน่นนอน เพราะเมื่อสอบผ่านเกรณ์ 60 คะแนน ก็จะทำการขึ้นบัญชีเอาไว้ เมื่อมีตำแหน่งว่างก็จะเรียกผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้เรียงตามลำดับไปบรรจุ ซึ่งอายุของบัญชีรายชื่อผู้สอบได้นี้ จะมีอายุอยู่สองปี หากหมดสองปียังไม่ได้รับการบรรจุ ก็จะถูกยกเลิกไป

การสอบกรณีทั่วไปนั้น จะเปิดสอบทุกปี ในประมาณเดือน เมษายน โดยการสอบจะมีลักษณะของการสลับฟันปลาของเขตพื้นที่ อย่างเช่น เขต ก ปีนี้จัดสอบ เขต ข ไม่จัดสอบ ปีต่อไป เขต ก ก็จะไม่จัดสอบ แต่เขต ข จะจัดสอบ เพราะบัญชีผู้สอบแข่งขันได้นั้นมีอายุ2ปี โดยผู้ที่สอบได้ผ่านเกณฑ์60%ก็จะได้รับการเรียกบรรจุไปเรื่อยจนหมดบัญชีหรือครบสองปี

ส่วนการสอบแบบที่2นั้นคือการสอบกรณีพิเศษ โดยทุกเขตพื้นที่จะจัดสอบทุกปี โดยให้สิทธิ์สมัครกับผู้สมัครที่ทำงานสอนมาแล้วสาม ปี โดยสามารถสมัครสอบได้ทั่วประเทศ ข้อดีคือ คู่แข่งน้อยลงเมื่อเทียบกับการสอบทั่วไป แต่ข้อเสียคือการสอบกรณีพิเศษนี้จะไม่มีการขึ้นบัญชีเอาไว้ เอาเฉพาะที่1ไปบรรจุ และไม่มีการขึ้นบัญชีเอาไว้

นี้ความเป็นมาและเป็นไปของอาชีพครูอย่างย่อ ร่วมถึงการเข้าสู่ตำแหน่งแรกในการรับราชการนั้นก็คือ ครูผู้ช่วย

Read More

กว่าจะได้มาเป็นครู

ผมเองไม่ได้เรียนจบ คุรุศาสตร์ ที่พอจบปุ๊บจะสามารถมาสอนหนังสือได้เลยทันที แต่ผมต้องมาเรียนเพิ่มอีกหนึ่งปี เพื่อที่จะสามารถสอนหนังสือได้

หลายคนที่ไม่ได้ค่อยคลุกคลีกับวงการครูนั้นคงไม่ทราบว่า การประกอบอาชีครูนั้นไม่ได้สามารถเป็นกันได้ง่ายๆ เพราะคนที่จะสามารถสอนในโรงเรียนของรัฐได้นั้นจะต้องมีใบอนุญาติลักษณะเดียวกันกับใบอนุญาติของ หมอ หรือ วิศวกร เพราะครูถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยใบอนุญาตดังกล่าวนั้นเรียกว่า ใบประกอบวิชาชีพครู โดยการได้ใบอนุญาตนี้มาก็มีด้วยกันหลายทางด้วยกัน หากเรียนคุรุศาสตร์มา ก็จะได้ใบประกอบวิชาชีพมาด้วยเลย(มีการสอบขอใบอนุญาติภายใน) หากเรียนจบสาขาวิชาอื่นมา ก็มีสองทางเลือกนั้นก็คือ เรียน ป.บัณฑิต(ปัจจุบันรับเฉพาะครูเอกชนและบุคลากรภายใน) ระยะเวลาหนึงปีก็จะได้ ใบประกอบวิชาชีพ วิธีที่สอง การสอบ9มาตรฐาน โดยการสอบข้อสอบเก้าชุด หลังจากนั้นก็ไปฝึกสอนอีกหนึ่งปีก็จะได้ใบประกอบวิชีพมา แต่วิธีนี้ค่อนข้างยาก

เมื่อมีใบประกอบวิชาชีพแล้วก็สามารถ ที่จะทำงานในโรงเรียนได้ โดยคนที่ทำหน้าที่สอนอยู่ในโรงเรียนนั้นก็มีหลายตำแหน่ง ไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการครูอย่างเดียว หากไล่ตากศักดิ์ ต่ำสุดก็จะเป็น 1.อัตราจ้างที่ใช้เงินโรงเรียนจ้าง 2.อัตราจ้างที่ใช้เงิน สพฐ จ้างโดยจะได้รับสัญญาจ้างแบบปีต่อปี แต่ส่วนมากก็จะเป็นไปเรื่อยนอกจากต้องการที่จะออกจากตำแหน่งเอง 3.พนักงานราชการ เป็นลูกจ้างของรัฐ แต่สวัสดิการไม่เท่ากับข้าราชการ ได้รับสัญญาจ้าง 3 ปี เมื่อหมดสัญญาก็จะต่อเรื่อยๆ ส่วนมากก็จะอยู่จรออกเอง 4.ก็คือ ข้าราชการครู โดยตำแหน่งเริ่มต้นนั้นคือครูผู้ช่วย ถ้าได้บรรจุเป็นข้าราชการครูและก็ถือว่ามั่นคงแล้ว

เป้าหมายสูงสุดของคนที่จบครูมาและคนที่ทำงานสอนแต่ยังไม่ได้รับการบรรจุนั้นก็คือ การสอบให้ได้ลำดับดีๆเพื่อจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครู

ทีนี้มาดูขั้นตอนในการสอบคัดเลือกดูบ้าง ว่ามีขั้นตอนยังไง การสอบบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยจะมีการเปิดสอบแข่งขันทุกปี ช่วงเดือนเมษายน เมื่อสอบผ่านเกรณ์คะแนนที่กำหนดนั้นก็คือ 60 คะแนนจาก 100 คะแนน ของการสอบแต่ละภาค(จะแบ่งการสอบออกเป็นส่วนเรียกว่า ภาค ได้แก่ ภาค ก ภาค ข ภาค ค) ก็จะได้รับการขึ้นบัญชีไว้เมื่อมีตำแหน่งว่างก็จะมีการเรียกบรรจุ โดยบัญชีดังกล่าวจะมีอายุ 2 ปี เมื่อครบสองปีหากมีรายชื่อเหลืออยู่ก็จะทำการยกเลิกเป็นโมฆะ ไปเพราะฉะนั้นถึงแม่สอบผ่านได้ขึ้นบัญชีก็ใช้ว่าคุณจะได้บรรจุเป็นข้าราชการเสมอไป

Read More