โบราณเล่าว่าเด็กเล็กๆมักจะมีสิ่งของรักษา

สิ่งของรักษา
สิ่งของรักษา

เมื่อวานหลังจากที่ว่างจากการทำงานผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและก็เปิดเข้าไปในแอปพิเคชั่น facebook บนหน้า Timeline ของผมมีข่าวปรากฏขึ้นมาข่าวหนึ่งซึ่งเมื่อผมเห็นแล้วผมรู้สึกหดหู่มากนั้นก็คือข่าวแม่ใจโหดทิ้งลูกน้อยแรกเกิดอยู่ในโถชักโคกของปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ตอนแรกที่เห็นภาพข่าวรู้สึกเกียจแหล่งข่าวมากที่เอาภาพมาลงโดยไม่มีการเซ็นเซอร์ใดแต่พออ่านเนื้อข่าวแล้วก็ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อยเพราะปรากฏว่าเด็กน้อยคนนั้นไม่ตาย และพอเจ้าหน้าที่เอาไปล้างเนื้อล้างตัวแล้วน่าตาน่ารักน่าชังเสียด้วย

ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปคิดถึงข่าวๆหนึ่งที่เกี่ยวกับเด็กเหมือนกันที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ นั้นก็คือข่าวพ่อแม่ทิ้งเด็กทารกเอาไว้ในห้องที่โรงแรมแล้วพากันข้ามฟากไปเล่นการพนันที่ประเทศเพื่อนบ้านจนเด็กร้องไห้ไม่หยุดพนักงานของโรงแรมได้ยินก็เลยแจ้งเจ้าของโรงแรมให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเอากุญแจมาไขเปิดห้อง ปรากฏว่าเด็กอยู่คนเดียว จึงเอานมให้กินและในที่สุดพ่อของเด็กก็ติดต่อกลับมารับตัวเด็กและเด็กก็ปลอดภัยดี

จากสองเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกเชื่อมโยงไปถึงเรื่องหนึ่งที่รุ่นพี่คนหนึ่งได้เล่าให้ฟัง นั้นก็คือเด็กเล็กๆโบราณเชื่อกันว่าจะมีสิ่งของรักษาอยู่ มักจะไม่เป็นอะไรง่าย โดยรุ่นพี่คนดังกล่าวได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกของเขาให้ฟังว่าลูกของเขาตอนแรกเกิดได้ตกลงมาจากที่สูงเป็นเถียงนา ตกลงไปก็ร้องไห้ แต่ไม่เป็นอะไรเลย สักพักก็หยุดร้อง

นึกคิดกลับมาใกล้ตัวอีกนิดนั้นก็คือลูกผมเองตอนเกิดใหม่ก็มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา ตกเตียงนอน ล้มหัวฟาดพื้น เดินชนเสา แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งถ้าคิดเป็นตัวเราตัวเท่านั้นหากตกจากที่นอนก็คงต้องแขนหักขาหักกันบ้างแต่นี้ไม่เป็นอะไรเลย ผมก็เลยเริ่มเชื่อว่า สิ่งของรักษานั้นมีจริง

เรื่องนี้อาจจะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้ว่าเด็กแรกเกิดอาจจะมีความยืดยุ่นของร่างกายส่วนต่างๆสูงกว่าคนวัยอื่นๆทำให้เวลาเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้วจึงไม่เป็นอะไรมาก

ถึงยังไหงก็แล้วแต่การเลี่ยงเด็กอ่อนก็ควรจะระวังมากๆเพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรเพราะฉะนั้นจะต้องคิดให้รอบคอบว่าเหตุการณ์อันตรายอะไรบ้างที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บ้าง และควรหาทางป้องกันเอาไว้ซะ  เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเราจะโชคดีทุกครั้งไหมที่ลูกหลานของเราประสบกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ เพราะถ้าหากเกิดว่าเราประมาทมากๆของสิ่งของรักษาก็อาจที่จะรักษาเราไม่ทันก็เป็นไปได้

Read More

เมื่อเราชินชากับข่าวไม่ดี

m2
เมื่อเราชินชากับข่าวไม่ดี

ตอนนี้ผมอายุสามสิบปีแล้ว คนที่อายุเท่ากันหรือว่ามากกว่าผมคงจะเคยมีช่วงชีวิตหนึ่ง เหมือนกันกับผม นั้นก็คือการเสพข่าวจากทีวี สมัยก่อนทีวีมีไม่กี่ช่อง เราอยากรู้ข่าวอะไร ทีวีคือช่องทางที่สะดวกที่สุด สมัยก่อนก่อนจะไปโรงเรียน(สมัยเรียนหนังสือ)หรือว่าตอนก่อนจะไปทำงาน(สมัยที่ทำงานแล้ว) ผมจะต้องเปิดทีวีเอาไว้ เสียงดังพอประมาณพร้อมกับการทำกิจกรรมต่างๆ ก็เป็นอย่างนี้อยู่หลายปีด้วยกัน ซึ่งข่าวสมัยก่อนจะมีทั้งข่าวดีข่าวไม่ดีปะปนกันไป จนมาถึงช่วงหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่าเปิดทีวีขึ้นมาทำไมมันมีแต่ข่าวไม่ดี ผมก็เลยเลิกดูทีวี และหันไปเสพข่าวเฉพาะทาง(เช่น ข่าวการศึกษา ข่าวกีฬา ข่าวเทคโนโลยี) ในโลกอินเตอร์เน็ตแทน ก็รู้สึกอิ่มเอมกับข่าวสารที่ได้รับดี

ช่วงนี้ตอนเช้าก่อนไปทำงานผมต้องเล่นกับลูก และยายก็จะเปิดข่าวดูทุกวันตอนเช้า(เปลี่ยนไม่ได้) สิ่งที่ผมรู้สึกนั้นก็คือ ข่าวสมัยนี้ข่าวไม่ดีจะรุนแรงและมีปริมาณมาก อย่างเช่นข่าวการข่มขืน ก็ไม่ได้ข่มขืนเฉยๆ ฆ่าทิ้งด้วย  ฆ่าก็ไม่ฆ่าแบบธรรมดา แต่ฆ่าแบบปาดขอกันเลยทีเดียว อะไรมันจะโหดร้ายกันถึงขนาดนั้น สดๆร้อนๆ แม่ค้าใช้ปืนยิ่งแม่ค้าที่อยู่แผงใกล้ๆกันตาย ใครจะไปนึกว่าแม่ค้าที่หน้าตายิ้มแย้ม จะมีปืนไว้ในครอบครอง แล้วใครจะนึกว่าแกจะกล้ายิง แล้วก็มีอีกมากมายหลายข่าวที่ดูแล้วทำให้เรารู้สึกหดหู่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกผม ที่คิดว่าหลายๆคนก็คงจะเป็นเหมือนๆกันนั้นก็คือ “อีกแล้วเหรอ”

หลายคนที่เป็นจำเลยในคดีต่างๆ รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับคนปรกติธรรมดา แต่ใครจะไปคาดคิดว่าจะสามารถทำสิ่งที่ดูโหดร้ายได้ถึงขนาดนั้น เราคงจะไปเปลี่ยนให้อาชญากรรมต่างๆน้อยลงคงไม่ได้เพราะสิ่งที่คนเรานึกคิดมันซ่อนอยู่ข้างในใจของเราไม่มีใครบอกเราหรอกครับว่ากำลังจะทำเรื่องที่ไม่ดี

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง 1.ถ้าเรามีลูกมีหลานสอนพวกเขาให้ดีๆควรเน้นคุณธรรมเป็นที่หนึ่ง แทนที่จะเน้นเรื่องของเงินทองอย่างทุกวันนี้ 2.สอนลูกหลานและคนรอบๆตัวเราให้หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัยเช่นที่อโคจรทั้งหลาย แหล่งเที่ยวกลางคืน  หรือที่มืดๆเปลี่ยวๆ อยู่ในที่สว่างๆคนเยอะ และไม่ควรไว้ใจใครทั้งนั้น เพราะเราไม่รู้หรอกว่าข้างในใจของเรานั้นกำลังคิดอะไรอยู่

เราต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่ไปทำร้ายใคร และในเวลาเดียวกันก็อย่าให้ใครมาทำร้ายเราหรือรวมทั้งญาติพี่น้องของเราและคนที่เรารักได้

Read More

งดเหล้าเข้าพรรษา ดีอย่างไร?

งดเหล้าเข้าพรรษา
งดเหล้าเข้าพรรษา

เวียนมาถึงอีกครั้งแล้วสำหรับเทศกาลวันเข้าพรรษาซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคม 2559 ในช่วงนี้พระสงฆ์ท่านก็จะจำวัดอยู่ประจำที่วัดใดวัดหนึ่งไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเป็นเวลา 3 เดือนด้วยกัน แต่นั้นคือเรื่องของพระสงฆ์องค์เจ้า แต่สำหรับเราๆปุถุชนทั้งหลายแล้ว ก็มีหลายคนที่ใช้โอกาสนี้ในการงดดื่มเหล้า

ในชีวิตการทำงานจริงๆแล้ว พวกเราทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ชายจะทราบกันดีว่า การดื่มสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูงหรือว่าเพื่อนร่วมงาน นั้น เหล้าถือเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่ม อรรถรสให้กับการสนทนาได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ชายที่ขี้อายมากๆ เพราะเวลาไม่เมาจะไม่ค่อยพูดหรือแสดงความรู้สึกออกมา แต่เวลาเมาแล้วก็จะกลายเป็นคนละคนไปในทันที

และการคุยกันในวงเหล้าบางทีเรื่องยากๆก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นหลายคนจึงยังไม่พร้อมที่จะเลิกเหล้าแบบเด็ดขายเลยในทันที

แต่ในบางครั้งเพื่อนชวนไปดื่มเหล้าถึงแม้ว่าเราจะไม่อยากไปแต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร

ในช่วงเข้าพรรษานี้จึงเหมือนเป็นข้องอ้างในการปฏิเสธเพื่อนๆได้ดีนักแล และประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการ ไม่ดื่ม นั้นก็มีมากมายเหลือเกิน เช่น เราจะได้มีเวลาให้กับครอบครับได้มากขึ้น ได้มีเวลาเล่นกับลูกๆ หรือสำหรับคนที่ยังไม่มีครอบครัวก็จะมีเวลาให้กับแฟน หรือว่าพ่อแม่พี่น้องได้มากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าการสรรค์สรรแต่ละครั้งนั้นไม่ได้ใช้เวลาแค่สิบยี่สิบนาที แต่บางครั้งใช้เวลาถึง 4-5 ชั่วโมงหรือจนกว่าจะสลบกันไปหมดทุกคนเลยทีเดียว  ข้อต่อมาที่ถือว่าเป็นข้อดีนั้นก็คือ การลดค่าใช้จ่ายในการกินเหล้าได้เยอะ เพราะการดื่มเหล้าถือว่าเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย เหล้าแต่ละขวดราคาค่อนข้างแพง ไหนจะค่าน้ำแข็งหรือค่าสถานที่อีก การกินดื่มแต่ละครั้ง จะใช้เงินค่อนข้างเยอะ ยิ่งถ้ามีหน้าที่การงานที่ดีอยู่ในระดับหัวหน้าแล้วละก็ การไปดื่มกินกับลูกน้องแต่ละครั้งก็ต้องเป็นเจ้ามือ เลี้ยงน้องๆเพราะสังคมไทยมีวัฒนธรรมมาอย่างนี้ หาก

งดเหล้าเข้าพรรษา

ได้แล้วละก็ๆจะมีเงินไปทำอย่างอื่นได้อีกมากโขเลยทีเดียว และ ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือเรื่องของสุขภาพ การดื่มเหล้ามีข้อเสียมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพ เช่นการทำให้แก่เร็ว การทำให้เป็นโรคตับ และอื่นๆอีกมากมาย เพราะฉะนั้นการหยุดพักกินเหล้าก็เหมือนกับการได้พักร่างกายไปในตัวนั้นเอง

งดดื่มเหล้าเข้าพรรษา เป็นเหมือนข้ออ้างให้เราสามารถงดการดื่มเหล้าได้ ซึ่งระยะเวลา3เดือนก็ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการทดลอง เพราะถ้าหากว่าเราติดใจในการงดการดื่มเหล้าได้นั้น เราก็สามารถที่จะเลิกดื่มเหล้าตลอดไปเลยซึ่งก็จะเป็ผนลดีทั้งกับตัวของเราเอง ครอบครัวของเราหรือว่าแม้กะทั้งคนรอบข้างของเราเองด้วยเช่นกัน ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะเพิ่มมากขึ้น สุขภาพก็จะดีขึ้น มีเวลาเหลือที่จะไปทำเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์มากกว่าการดื่มเหล้าได้ แล้วชีวิตโดยรวมของเราก็จะดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

อีกเรื่องที่ดูเหมือนว่า ผมไม่ได้กล่าวถึงนั้นก็คือเรื่องของเหล้าในการทำให้ขาดสติเพื่อเป็นเหตุผลและข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเลิกการกินเหล้าดีหรือไม่ เพราะการดื่มเหล้านั้นทำให้ขาดสติ และการขาดสติก็นำมาซึ่งเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่ไม่ดี อย่างเช่นการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาทกัน ก็เป็นผลของการดื่มเหล้าจนขาดสติแทบทั้งนั้น ซึ่งไม่เพียงจะทำให้ตัวของเราเองนั้นเดือดร้อนด้วยแล้วยังทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนไปกับเราด้วยเช่นกัน และในแต่ละปีนั้นก็จะมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจากผู้ที่ดื่มเหล้าจนหมดสติเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นเหตุการณ์ดื่มเหล้าจนเมาแล้วไปขับรถชนคนที่กำลังขับรถอยู่บนท้องถนน ทั้งที่เขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรด้วยเลยอยู่ดีๆก็ต้องมารับเคราะห์ที่ตัวเองไม่ได้ก่อขึ้นมา บางคนอาจจะถึงขั้นที่พิการทำงานไม่ได้เลยก็มี และเงินค่าเสียหายที่ได้มานั้นก็ไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องสูญเสียไป การทะเลาะวิวาทกันก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ส่วนมากมีสาเหตุมาจากการดื่มเหล้าโดยเฉพาะวัยรุ่นที่ถือได้ว่าเป็นวัยที่มีความคึกคะนองอยู่แล้วในตัว เมื่อเหล้าและมีเพื่อนๆค่อยส่งเสริมในทางที่ไม่ดีก็ขาดสติและการหยั่งคิดทำร้ายร่างกายคนอื่นลงไปอย่างไม่ทันได้คิด หากว่าไม่มีคนได้รับบาดเจ็บมากก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าถึงขั้นที่ แขนหัก ขาหัก หรือว่าเสียชีวิต ก็คงจะกลายเป็นตาบาปของคนที่ก่อเหตุไปตลอดชีวิต โดยที่ไม่สามารถกลับมาแก้ไขอะไรให้มันดีหรือว่ากลับมาเป็นอย่างเดิมได้อีก และหากว่าต้องติดคุกติดตะรางด้วยแล้วละก็ๆยิ่งไม่มีโอกาสให้ได้แก้ไขชีวิตให้ดีขึ้นได้อีกเลย เพราะ การงดดื่มเหล้า ไม่ว่าจะเป็นการ งดช่วงเข้าพรรษา หรือว่างดตลอดไปก็เป็นสิ่งที่ดีด้วยกันทั้งนั้น

 

Tag:

เขียนโดย:จักรพงศ์  แสงสุด

Read More

บทเรียนจาก เน วัดดาว

ช่วงไม่กี่วันมานี้ข่าวหนึ่งที่เป็นกระแส ทั้งทางโลกโซเชียลมีเดีย และสื่อกระแสหลัก นั้นก็คือข่าว การใช้ปืนยิง ขมับตัวเอง ของ เน็ตไอดอล(เขียนตามที่สื่อพูดถึง) เนวัดดาว โดยมีการถ่ายทอดสด ออกทาง เฟสบุ๊ค และล่าสุดเจ้าตัวพ้นขีนอัตรายแล้ว

ประวัติความเป็นมา คงไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ ว่าตัวเขานั้นโด่งดังขึ้นมาได้ยังไง ถึงได้มีคนกดติดตามเป็นล้านคน ใน เพจ เฟซบุ๊ค ของเขา

หลังจากเกิดเหตุขึ้นก็มีคำถาม และข้อคิดเห็นเกิดขึ้นมาก ทั้งให้กำลังใจและต่อว่า แต่ที่มีน้ำหนักมากหน่อยก็น่าจะเป็นคำถามที่ว่าทำไหมต้องถ่ายทอดสด

และแล้วหลังจากเจ้าตัวปลอดภัยดีก็ได้มีการ ไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในเบื้องต้นนั้นก็ได้รับการแจ้งข้อหา เรื่องของอาวุธปืน

จากการให้สำภาสของ เน วัดดาว จุดเริ่มต้นของปัญหามาจากปัญหาส่วนตัวที่ถาโถมเข้ามาในช่วงนี้ ทั้งในเรื่องของรายได้ที่น้อยลง จนกลายเป็นว่าภรรยาเป็นคนหาเงินมาใช้จ่าย ปัญหาของเพื่อนที่มาขอยืมเงินเพื่อไปใช้ประกันตัวเพื่อสู้คดี ซึ่ง เน วัดดาว ก็ได้ขอจากภรรยาเอาไปให้ยืมแต่เพื่อนคนนั้นก็หอบเงิน จำนวนดังกล่าว หลบไปอยู่ต่างจังหวัด ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้เงิน สูญไป ประกอบกับเสียงเพลงในช่วงนั้น ทำให้บรรยากาศพาไป จึงได้ทำเรื่องดังกล่าวลงไป โดยเจ้าตัวยังได้กล่าวอีกว่าการกระทำในครั้งนี้ไม่ใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการ และขณะที่ทำก็รู้ตัวดีทุกอย่าง

และยอกรับว่าเมื่อเกิดปัญหาตัวเองก็จะทำเรื่องลักษณะนี้ เป็นประจำไม่ว่าจะเป็นการกีดหน้าตัวเอง เพราะว่าเมื่อทำแล้วรู้สึกว่าหายเครียด

จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับ เนวัดดาว  เราได้เรียนรู้อะไร สำหรับผม คิดว่า ความเครียดมันเป็นสิ่งที่เราทุกคนมี แต่เราจะต้องรู้เท่าทันมัน เช่นเมื่อรู้สึกเชิงลบ ก็ไม่ควรที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จะยิ่งสร้างความรู้สึกในเชิงลบให้แก่เราอีก อย่างเช่น เมื่อ เมื่อรู้สึก เศร้า เบื่อ เหงา ท้อแท้ ไม่ควรที่จะอยู่ในที่แคบๆ และไม่ควรอยู่คนเดียว ไม่ควรฟังเพราะ เศร้า ควรหาเพื่อนคุยด้วย หรือออกไปเทียว

และหากเราสังเกตเห็นคนในครอบครัวเรามี พฤติกรรมแปลก ก็ควร สอบถาม พูดคุย หรือ ชวนเขาออกไปเที่ยวข้าง นอก ไม่ควรปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เพราะว่าเวลาแค่ไม่กี่วินาทีอาจเกิดเรื่องที่เราไม่คาดคิด และไม่สามารถกับไปแก้ไขมันได้อีก

เน วัดดาว

Read More

ตุ๊กตาลูกเทพ

ช่วงนี้ใครที่ไม่รู้จัก ตุ๊กตาลูกเทพ ต้องเป็นคนที่เชยเอามากๆเพราะไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่ ข่าวก็ออกทุกวัน จนเกิดกระแสการปะทะคารมก็ชาวSOcial ทั้งหลายที่ทั้งสนับสนุนและบางคนก็ไม่สนับสนุน

ตุ๊กตาลูกเทพ

หากจะกล่าวถึง ตุ๊กตาลูกเทพแล้วละก็หลายคนก็คงจะพอรู้ว่าคือ กุมารทองสมัยใหม่นั้นเอง ด้วยลักษณะที่น่ารักทำให้เป็นที่ชื่นชอบมากๆในหมู่ ผู้หญิงและสาวประเภทสอง จนเราจะเห็นปรากฏการแปลกที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างเช่นการเข็น ตุ๊กตาลูกเทพ เดินเที่ยวห้าง การจองที่นั่งบนเครื่องบินให้กับลูกเทพ และอีกหลายๆบริการ เทียบเท่ากับคนทั่วไปเลยทีเดียว

เราก็ไม่รู้หรอกว่าปรากฏการลูกเทพจะอยู่กับสังคมไทยไปอีกนานเท่าไหร ตลอดไป หรือว่ามาแค่เป็นชั่วคราวเหมือนกับจตุคาม หรือว่าตุ๊กตาเฟอร์บี้

แต่ผมมองอย่างนี้ว่า การที่เราจะชอบอะไรหรือจะทำอะไร ก็เป็นสิทธิ์ที่เขาจะทำได้ตราบใดที่มันไม่ได้ไปทำให้ใครต้องเดือดร้อน หรือรบกวนคนรอบข้าง อย่างถ้าขึ้นรถประจำทางแล้วให้ลูกเทพนั่งบนที่นั่งแต่ว่าคนจริงกลับต้องยื่นอันนี้ก็ทำไม่ถูก ควรจะเอามานั่งบนตักหรือที่อื่นๆที่ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นจะดีกว่า

และไม่อยากให้สังคมไทยเอาเรื่อง ตุ๊กตาลูกเทพ มาเป็นประเด่นเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง เพราะทุกว่านี้เราก็มีเรื่องให้ขัดแย้งกันมากมายอยู่แล้ว ไม่ควรเอาเรื่องที่ว่าใครจะทำอะไร ยังไหงมาทะเลาะกัน สู้เอาเวลาไปพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นๆจะดีกว่า

ตุ๊กตาลูกเทพ

Read More

สังคมก้มหน้า

ทุกวันนี้จะมองไปทางไหน ภาพที่เห็นจนชินตานั้นก็คือการที่ คนรอบๆข้างตัวเรานั้นหยิบโทรศัพท์ ขึ้นมาเล่นนั้นเล่นนี้เต็มไปหมด

หลายคนใช้โทรศัพท์เพื่อติดตามเรื่องราวของเพื่อนๆผ่าน social network โดยวัดความฮิตความฮอตกันด้วย จำนวนการกดlike

คนที่ผมรู้จักหลายคนมักโพส ให้ชีวิตตัวเองดูหรูหราเพื่อให้มีคนมาติดตามเยอะๆ ทั้งๆที่ในชีวิตจริงนั้นลำบากมาก แต่ก็ยังไปเที่ยวที่หรูๆแพงๆเพื่อให้ได้ถ่ายรูปเพื่อเอามาแชร์ทาง social network

เมื่อได้likeมาก็เกิดความภาคภูมิใจ จนทำให้เกิดติดเป็นนิสัยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะเมื่อใช้ของดีหรือว่าไปเที่ยวในที่ดีๆแล้วสามารถเอามาอวดคนได้

แต่คำถามที่อยากถามนั้นก็คือเราได้อะไรจากสิ่งที่เราทำ เขาเรียกคนประเภทนี้ว่าเป็นแค่เปลือกก็คืออะไรฮิตอะไรดัง ก็แห่ไปทำตามๆกัน โดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมันเลย

แล้วเราก็ไม่ได้อะไรจากสิ่งที่เราทำเลย ผมอยากให้คนรุ่นใหม่ วัดความเท่ห์ของคนอื่นด้วยความคิด หรือว่าความดี แทนที่จะเป็นเรื่องภายนอกพวกนั้น อยากให้เกิดเป็นสังคมที่ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ดูแค่จากเครื่องประดับหรือว่าเครื่องแต่กาย

เพราะสิ่งเหล่านี้มันอยู่ไมยียังยืน อยากให้ทุกคนใช้เวลาที่หมดไปกับการติดตามเรื่องของชาวบ้านหรือว่าเรื่องของ ดารา หันมาหรือแบ่งเวลามาให้กับการจัดสรรเวลาเพื่อการพัฒนาตัวเองบ้าง อ่านหนังสื่อ ดูการสัมมนา ซึ่งหาดูฟรีผ่านทาง youtube ได้มากมาย

สมัยนี้สมัยก่อนแตกต่างกันตรงที่ สมัยก่อนการจะหาความรู้สักอย่างเป็นเรื่องอยากมาก จะตั้งไปเรียนกับอาจารย์ที่เก่งเรื่องนั้น ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หรือต้องอ่านจากหนังสือ คนสมัยก่อนจึงตั้งในเล่าเรียนมากเพราะการเข้าถึงแหล่งความรู้นนั้นเป็นเรื่องที่ยาก

แต่สมัยนี้กลับกัน ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมือเรา อยากรู้เกี่ยวกับอะไรสามารถหาได้ทันทีทันใจ แต่คนสมัยนี้กับไม่เห็นประโยชน์ เอาเวลาไปเล่นเกมส์ ดูหนังโป้ หรืออื่นๆที่มันไม่ได้ช่วยพัฒนาตัวเองได้เลย

แต่ก็คงเป็นเรื่องธรรมดามีดีก็ต้องมีชั้ว มีดำก็ต้องมีขาว หวังแค่ว่าสักวันหนึ่งเด็กไทยจะรู้ค่าของอินเตอร์เน็ตที่มันมีค่ามากมายมหาศาล

Read More

อากาศแปรปวนหนัก

วันนี้วันที่ 25 มกราคม 2559 เป็นวันที่หนวาดที่สุดเท่าที่จำความได้ หลายๆพื้นที่ก็เจออากาศลักษณะเดียวกัน หลายคนคงจะคิดว่าหน้าหนาวคงผ่านไปแล้ว แต่เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2559 จากอากาศร้อนๆเย็นก็เกิดอาการหนาวโดยเฉียบพลัน และมีฝนตกปนด้วย หลังจากนั้นอากาศก็หนาวยาวอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ไปทำงานแทบจะทำอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเลยมือแข็งไปหมดทำให้ไม่สามารถสอนเด็กนักเรียนได้เลย รวมทั้งยังมีลมหนาวปนด้วย

จากการอ่านข่าว อากาศแบบนี้จะเป็นไปอีก สองถึงสามวันถึงวันที่ 27 มกราคม ก็หวังว่าเป็นจริงดังคำที่พยากรณ์อากาศแจ้งเอาไว้เพราะว่าตอนนี้เสียงบ่นระนาว

Read More

วัคซีน ขาดตลาด

วัคซีน

ใครที่เป็นพ่อแม่คนแล้ว คงจะพอทราบกันดีว่า ภารกิจสำคัญที่จะต้องรับผิดชอบ และสำคัญอย่างหนึ่งนั้นก็คือ การพาลูกไปฉีด วัคซีน ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกให้ลูกไปฉีดวัคซีน ที่คลินิก แทนที่จะไปฉีดที่อนามัยหรือว่าโรงพยาบาล

เหตุผลก็คือคุณหมอเจ้าของคลินิกนี้คือหมอที่ดูแล ทิกเกอร์ลูกผมมาตั้งแต่เกิด จึงรู้อาการต่างๆเป็นอย่างดี ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะต้องไปฉีด วัคซีน ประมาณทุกๆสองเดือน

สิ่งที่เราเข้าใจเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน นั้นก็คือเมื่อเด็กฉีดแล้วก็มีโอกาสที่จะต้องเป็นไข้สูง เพราะว่าวัคซีนนั้นมันก็คือ เชื่อโรคที่อ่อนกำลังลงนั้นเอง แต่หากยอมเสียเงินมากขึ้นมาหน่อย ใช้วัคซีนของต่างประเทศ เด็กจะไม่มีอาการไข้หลังจากที่ฉีด วัคซีน

ผมเลือกที่จะให้ลูกฉีดแบบของต่างประเทศเพราะว่าไม่อยากให้ลูกเป็นไข้ซึ่งจะลดในเรื่องของพัฒนาการ และอีกอย่างนั้นก็คือเมื่อเป็นไข้แล้ว พ่อเม่ ปูย่า ตายาย แทบไม่ได้นอน

เพราะลูกผมนอนเปล ตอนกลางคืนก็จะเอานอนเปลก่อนค่อยยกลงมานอนที่นอน แต่ถ้าวันไหนเป็นไข้ขึ้นมาก็ต้องกวยกันทั้งวัน ซึ่งเหตุผลที่ให้นอนเปลตั้งแต่เด็กนั้นเพราะผมได้ยินมาว่าการให้เด็กนอนเปลจะทำให้สมองพัฒนาได้ดีกว่าไม่นอน

แต่เมื่ออาทิตย์ผมพาลูกชายไปฉีด วัคซีน กระตุ้นไข้หวัดใหญ่ คุณหมอบอกว่าขอเลื่อนกำหนดการฉีดออกไปหนึ่งเดือนเพราะว่าตอนนี้วัคซีนขาดตลาดอย่างหนัก ผมก็เลยถามอย่างคนไม่รู้ไปว่าเกิดจากอะไรแล้วองค์การเภสัชกรรม ผลิตไม่ได้หรือครับ

ก็ได้คำตอบว่า องค์การเภสัชผลิตได้แต่แบบที่ฉีดแล้วเด็กมีอาการไข้ หากว่าต้องการแบบที่ฉีดแล้วไม่เป็นไข้ก็ต้อง นำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งประเทศที่สามารถผลิตได้ ในโลกนี้มีแค่สองประเทศ นั้นก็คือสหรัฐอเมริกา กับฝรั่งเศส

การผลิตนั้นเท่าเดิม แต่สิ่งที่ทำให้วัคซีนขาดตลาด นั้นเป็นเพราะประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเราได้ทำการเปลี่ยนนโยบายในการฉีดวัคซีนให้กับเด็กๆในประเทศใหม่ โดยให้ฉีดแบบที่ไม่มีอาการไข้ทีหลังทั้งหมด ซึ่งบริษัทยาเขาก็เลือกที่จะขายให้กับมาเลเซียก่อนไทย

ผมมานั่งคิดว่าทำไหมเราไม่พัฒนาเทคโนโลยี ให้เทียบเท่ากับต่างประเทศบ้างจะได้ไม่ต้องง้อ เขาเพราะจากเหตุการณ์นี้ก็ชี้ให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับประเทศอื่น ก่อนทั้งที่เราก็มีเงินซื้อเหมือนกัน และก็เป็นลูกค้าเก่า หากจะบอกว่างั้นก็ใช้ของในประเทศสิ ผมกลับมองว่าเราเมื่อเรารู้ว่าอะไรที่ดีกว่าเราก็อยากที่จะเลือกสิ่งนั้นให้กับคนที่เรารักเสมอ ถึงจะบ่นบ้างสุดท้ายก็คงต้องรออยู่ดี

Read More