อ่านหนังสือมากมายไม่ลงมือทำก็เท่ากับศูนย์

 

ไม่ลงมือทำก็เท่ากับศูนย์
ไม่ลงมือทำก็เท่ากับศูนย์

ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมากยิ่งหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองผมยิ่งชอบมากๆเพราะว่าอ่านแล้วมันเหมือนกับว่าเรากำลังจะรวยและประสบความสำเร็จเหมือนกับตัวอย่างที่อยู่ในหนังสือ

แต่ช่วงหลังมานี้ผมสังเกตเห็นว่าหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองต่างๆเริ่มมีเนื้อหาที่ซ้ำๆกัน ตัวอย่างที่ยกมาก็ซ้ำๆกัน ผมจึงลองหยุดอ่านแล้วทบทวนตัวเองอีกครั้ง

จึงได้ข้อสรุปว่า หนังสือเราไม่จำเป็นต้องอ่านทุกเล่นเลือกเล่มที่ดีจริงๆแล้วก็ยึดเล่มเป็นหลักที่เราจะทำตาม โดยไม่ต้องอ่านมาก ควรแบ่งเวลาในการอ่านอย่างเช่นวันหนึ่งไม่เกิน 20 นาที ไม่เกิน 30 นาที อย่างนี้เป็นต้น ควรให้เวลากับการปฏิบัติเยอะๆเพราะการลงมือทำเท่านั้นที่จะนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้  เมื่อเราเริ่มลงมือทำปัญหาที่เราไม่คาดคิดว่ามันจะมีก็จะเริ่มปรากฏออกมาให้เราแก้เรื่อยๆ และออกมาเรื่อยๆพร้อมการเติบโตของเราอย่างไม่รู้ตัว

ถามว่าการอ่านหนังสือมันไม่ดีเหรอ คำตอบคือดีครับ ดีมากด้วยเพราะบางครั้งการเรียนรู้จากประสบการณ์และก็ปัญหาของคนอื่นก็ทำให้เราไม่ต้องจมอยู่กับการหาทางแก้ปัญหานั้นด้วยตนเอง  แต่ว่าถ้าอ่านแล้วไม่นำไปลงมือทำไม่นำไปปฏิบัติก็เท่ากับศูนย์

เพราะเราไม่อ่านหนังสือเราก็ประสบความสำเร็จได้ถ้าเราลงมือทำ แต่เราจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเลยถ้าเรามัวแต่อ่านหนังสือโดยไม่คิดที่จะลงมือทำ แต่ถ้าอยากประสบกับความสำเร็จที่รวดเร็วกว่านั้น ก็อ่านด้วยลงมือทำด้วยจะช่วยลดเวลาในการไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จได้มากเลยทีเดียว

ผมมีเทคนิคการเลือกหนังสือมาฝาก แต่ก่อนเวลาเลือกว่าจะซื้อหนังสือเล่มไหนมาอ่านก็จะเปิดอ่านนิดหน่อยแล้วก็ดูรูปเล่มว่าสวยหรือเปล่า ซึ่งบ้างครั้งก็ได้หนังสือดีมาอ่านบ้างครั้งก็ไม่ใช้ แต่ระยะหลังอินเตอร์เน็ตแพร่หลายขึ้นก็จะมีคนว่ารีวิวให้เราได้อ่านกันว่าหนังสือเล่มนั้นดีเล่มนี้ไม่ดี บางเว็บมีการสรุปประเด็นสำคัญๆในหนังสือให้เราได้อ่านแบบย่อๆเสร็จสรรพ ถ้าอ่านแล้วชอบจริงค่อยไปซื้อมาอ่าน วิธีนี้จะช่วยให้เราได้อ่านแต่หนังสือดีๆ ไม่ใช้ใช้หนังสือที่มีแต่คำว่ารวยเต็มไปหมด ซึ่งพออ่านจบแล้วก็ไม่สามารถเอาไปใช้ได้จริง

อีกอย่างหนึ่งนอกจากความรู้จากหนังสือแล้วปัจจุบันความรู้จาก youtube ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์สำหรับผมมากเลย มีเกือบทุกด้าน ฟรีด้วย เราสามารถเอาไปฟังเวลาขับรถก็ได้ แล้วก็เข้าใจง่าย ว่างเมื่อไหรก็สามารถที่จะเปิดฟังได้เลย ดีจริงๆ

Read More

การรู้ตัว คือสิ่งสำคัญ

ไม่สำคัญว่าเราลงทำอะไรที่เปล่าประโยชน์แต่สำคัญที่ว่าเราจะรู้สึกตัวตอนไหน  การรู้ตัว คือสิ่งสำคัญ เชื่อว่าหากใครนับถือศาสนาพุทธ จะต้องเคยได้นั่งสมาธิอย่างแน่นอน และการศึกษายุคปัจจุบันหลายโรงเรียนที่บังคับให้เด็กนั่งสมาธิเป็นประจำ คือ ทุกเช้าก่อนเข้าชั้นเรียน ตอนเที่ยงก่อนเข้าชั้นเรียน และก็วันศุกร์คาบสุดท้าย โดยโรงเรียนลักษณะนี้คือโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ โรงเรียนวิถีพุทธ #การรู้ตัว

การรู้ตัว
การรู้ตัว

#

การรู้ตัว

ผมเป็นครู ผมเห็นด้วยกับการให้เด็กทำกิจกรรมนี้ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เด็กเงียบได้พักหนึ่ง แต่ที่สงสัยนั้นก็คือเด็กมันทำสมาธิจริงหรือเปล่าหรือว่าเพียงแค่หลับตา ซึ่งส่วนมากจะหลับตาเฉยๆเพราะว่ากลัวครูด่า

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ทำสมาธิเป็นประจำวันละ ยี่สิบนาที ที่ผมเริ่มหันมาทำสมาธิก็เพราะรู้สึกวุ่นวายในจิตใจคิดฟุ้งซ่าน คิดไปเรื่อย เขาเรียกว่าคิดเรื่อยเปื่อย การทำสมาธิคือการทำให้เราหยุดคิดเรื่องต่าง และให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ฮิตสุดก็น่าจะเป็นการจดจ่อกับลมหายใจ เข้าพุทธหนอ ออกโธหนอ เพราะจากที่ผมฟังมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งท่านบอกว่าคนเราคิดถึงหกหมื่นเรื่องต่อวันคิดกลับไปกับมาวนเวียนอยู่อย่างนั้น การทำสมาธิทำให้เราได้พักจิต และเราก็จะตัดสินใจเรื่องต่างๆได้ดีขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่าเราคิดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องลมหายใจแล้วละก็ ก็จะต้องบอกตัวเองว่าคิดหนอ แล้วก็พยายามหยุดคิด กลับมาจดจ่อกับลมหายใจอีกครั้ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจิตของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

หากเราจะประยุกต์การทำสมาธิมาใช้ในเรื่องอื่นๆในชีวิตประจำวัน ผมว่ามันสามารถทำได้

อย่างเช่นเวลาที่เราเผลอไปกับเรื่องใดมากเกินไป เมื่อรู้ตัวก็ให้หยุด แล้วก็ไปทำสิ่งที่มันมีประโยชน์ มันไม่จำเป็นหรอกว่าเราจะเผลอไปกับเรื่องอะไรแต่มันสำคัญที่เราจะรู้ตัวว่า เมื่อไหรตั้งหาก

ตอนนี้คุณกำลังเผลอไปกับเรื่องใดหรือเปล่าถ้ามันไม่มีประโยชน์ก็จงหยุดซะ ถ้าอยากได้ชีวิติที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะ การรู้ตัว คือสิ่งสำคัญ

เพราะว่าชีวิตของถูกจำกัดด้วยหลายองค์ประกอบด้วยกัน ได้แก่ เวลา พลังงาน เพราะฉะนั้นเราคงทำทุกเรื่องๆพร้อมๆกันคงไม่ได้เราต้องกลั้นใจตัดเรื่องที่ไม่สำคัญออกจากชีวิต เพื่อจะได้มีเวลาและพลังงานเหลือ สำหรับทำสิ่งที่จำเป็นแหละสำคัญ หลังจากที่เราประสบกับความสำเร็จแล้วนั้นเราค่อยกับมาทำเรื่องที่มันไม่จำเป็นแต่ว่ามันเป็นเรื่องที่เราชอบทีหลังก็ได้ จะไม่มีใครดูถูกและพูดประชดประชันคุณอีกเลย

เพราะว่าในโลกยุคปัจจุบันนี้ การแข่งขันมีสูงมากการจะได้รับโอกาสดีนั้นมันมีน้อยแต่ถ้าเราได้รับแล้วนั้นเราก็ต้องทำมันให้ดีด้วย ดั้งนั้นตอนนี้ที่โอกาสยังมาไม่ถึงเราก็ต้องฝึกซ้อมและว่างแผนชีวิตให้ดี เมื่อมีสิ่งดีเข้ามาในชิวิตเราจะได้ไม่พลาดที่คว้าเอามันมาครอง

 

การรู้ตัว

Read More

เมื่อเจอปัญหาเราควรคิดวิธีการแก้ปัญหา และลงมือทำ

ในโลกใบนี้มีหลากหลายสิ่งที่เป็นของคู่กัน นั้นก็คือเมื่อมีสิ่งหนึ่งแล้วก็ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เช่น เมื่อมีกลางวันแล้วก็ต้องมีกลางคือ เมื่อมีผู้หญิงแล้วก็ต้องมีผู้ชาย ฉันใด เมื่อมีคนแล้วก็ต้องมีปัญหาฉันนั้น

ตั้งแต่เล็กเราเจอปัญหามาโดยตลอด อาจจะเป็นปัญหาเล็กๆหรือปัญหาใหญ่ๆ เช่น รถเสีย อกหัก มือถือหาย อื่นๆอีกมากมาย

แต่เมื่อเจอกับปัญหาแล้วแต่ละคน มีวิธีการในการตอบสนองต่อปัญหาที่แตกต่างกัน บางคนเมื่อเจอปัญหาแล้วจะหาแพะรับบาป และบ่นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ

ที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือในที่ทำงานเมื่อเกิดปัญหา ขึ้นกับงาน หลายคนพยายามค้นหาว่าใครเป็นคน ผิด แล้วทำการวิจารณ์ คนผู้นั้นด้วยความสนุกสนาน แต่ถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขไหม มันยังเกิดขึ้นอยู่ไหม คำตอบก็คือ ยังเกิดขึ้นอยู่ การนินทา คนอื่น หรือการโยนความผิดให้กับคนอื่นนั้น มันไม่ได้ทำให้ปัญหามันหายไป ทั้งๆที่คุณก็ได้ใช้พลังงานไปมากมายกับการบ่นแล้วแท้ๆ

ดูเหมือนความเข้าใจของคนพวกนี้นั้นก็คือ เมื่อฉันบ่นแล้วปัญหามันจะต้องดีขึ้นเพราะฉันก็ได้ใช้พลังงานไปมากมายแล้ว ปัญหาควรทุเราลงบ้าง

คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน หรือว่าธุรกิจส่วนตัวนั้นเขาจะมีวิธีการที่แตกต่างออก ไป คนเหล่านี้เมื่อเจอปัญหาแล้ว เขาจะไม่หาแพะรับบาป เพราะว่าเขาเข้าใจในธรรมชาติว่าทุกอย่างมันสามารถที่จะผิดพลาดกันได้

แต่เขาจะคิดหาวิธีการที่จะทำให้สามารถแก้ปัญหานั้นได้ แล้วก็ลงมือทำมันซะ ปัญหานั้นอาจจะยังไม่หายไปในชั่วพริบ ตา แต่เชื่อเถอะว่าเรากำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง

วิธีแรกปัญหาอาจจะยังไม่หายไปไหน แต่พวกเขาก็จะคิดหาวิธีการใหม่ จนในที่สุดแล้วเขาจะสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

หากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากพัฒนาตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วละก็ จงลองเปลี่ยนความคิดและการกระทำใหม่เมื่อเจอปัญหา ให้คิดวิธีการแก้ปัญหาแล้วก็ลงมือทำมันซะ ไม่ต้องไปมองหาว่าใครคือคนที่สร้างปัญหานี้ขึ้นมา และชีวิตของคุณจะไปได้เร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่มาก

Read More

ความสมดุล

ผมเชื่อว่าในช่วงชีวิตที่ผ่านพ้นมาของท่านผู้อ่านทุกคน คงเคยได้คิดทบทวนเรื่องราวมากมายที่ได้เกิดขึ้นกับชีวิต และอาจจะมีซักเสี่ยววินาทีหนึ่งที่คิดอยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น หรือปรับเปลี่ยนบางอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้ ผมอยากที่จะเป็นคนที่ดีกว่าที่กำลังเป็นอยู่ดังนั้นจึงหาความรู้จากผู้รู้ทั้งหลาย ผ่านทางการอ่านจากอินเตอร์เน็ต และการซื้อหนังสือมาอ่าน วางแผนการและลงมือปฏิบัติตามแผนการนั้น

ช่วงแรกๆเราจะสามารถทำตามแผนการที่เราวางไว้ได้เป็นอย่างดี แต่พอเวลาผ่านไปซักระยะหนึ่ง เราจะเริ่มรู้สึกท้อและเหนื่อย และเลิกทำสิ่งนั้นไป สุดท้ายความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นนั้นก็ไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ

ผมเป็นอย่างนี้อยู่หลายๆรอบ คิด วางแผน แล้วลงมือทำ แล้วก็ยกเลิก ผมก็มานั่งคิดวิเคราะห์ว่ามันเกิดจากอะไร คำตอบที่ผมได้คือผมขาดสิ่งที่เรียกว่าความสมดุล

ยกตัวอย่างเช่น ผมอยากเก่งเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกวันผม ก็บังคับตัวเองว่าจะต้องอ่านและฝึกหัดทำ ถามว่าในใจลึกๆผมอยากทำไหม ก็อยากแต่ไม่ได้อยากทำมากขนาดนี้ แต่ก่อนผมเล่นเกมส์วันละสามสิบนาที แต่ผมก็บังคับตัวเองให้หยุดเล่น แล้วหันไปฝึกเขียนโปรแกรมเพียงอย่างเดียว

มีอยู่วันหนึ่งผมรู้สึกอยากเล่นเกมส์มากจนมันมากกว่าส่วนที่บังคับให้ผมเขียนโปรแกรม ผมไม่เขียนโปรแกรม และไปเล่นเกมส์จากที่เคยเล่นแค่วันละสามสิบนาที แต่ครั้งนี้ผมเล่นไปสี่ชั่วโมง มันเกิดอะไรขึ้น

มันเกิดจากชีวิตของผมในช่วงนั้น ขาด สิ่งที่เรียกว่า ความสมดุล เพราะบังคับตัวเองให้ทำแต่สิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ไม่ยอมให้ตัวเองทำสิ่งที่อยากทำ พอมันระเบิดออกมา อะไรก็ไม่สามารถหยุดมันได้ หลังจากวันนั้นผมไม่ฝึกเขียนโปรแกรมอีกนานเป็นเดือน กว่าจะตั้งหลักได้และกับไปฝึกฝนใหม่อีกรอบ

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ อย่าไปฝืนความรู้สึกตัวเองอยากทำอะไรก็ทำแต่ให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

อยากได้ของพิเศษที่ไม่มีประโยชน์ ก็นานๆซื้อบ้าง อยากดูหนังก็นานๆดูบ้าง อยากไปเที่ยวกลางคืน ก็ไปเที่ยวบ้าง

สิ่งที่เราคิดว่าไม่มีประโยชน์เหล่านี้จะทำให้ชีวิตของเราสมดุลขึ้นมาได้ จงใช้ชีวิตอย่างอลุ่มอร่วย แล้วเราจะมีความสุขจากทุกๆสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

Read More

ยุคนี้ข้อมูลข่าวสารมากมายจนเกินไป

ในสมัยก่อนนั้นการเข้าถึงข้อมูลต่างๆนั้นจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มของคนที่มีฐานะพอสมควร เพราะข้อมูลต่างๆนั้นมีต้นทุน ส่วนมากแล้วจะถูกนำเสนอในรูปแบบของกระดาษ ซึ่งก็ต้องเสียเงินซื้อหามา หากเป็นคนชั้นล่างก็จะมองว่าไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเท่ากับสิ่งที่สามารถ ที่สามารถนำมากินหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้

ทำให้คนที่มีความรู้มากส่วนมากก็จะเป็นคนมีฐานะกันทั้งนั้น การที่ชนชั้นล่างจะพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวเองขึ้นมานั้นจึงเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก

เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่หายากอย่างเช่นความรู้กลายเป็นของหาง่าย เพราะมาในรูปของออนไลน์ซึ่งแทบจะไม่มีต้นทุนด้วยซ้ำไป แต่เมื่อปริมาณมีมากขึ้นสิ่งที่แปรผกผันกันนั้นก็คือ คุณภาพ ความรู้และข่าวในปัจจุบัน พยายามที่จะเสนอสิ่งที่คนทั่วไปอยากรู้ อย่างเช่น ข่าวบันเทิง ดาราคนนั้นท้องกับคนนี้ คนนั้นเป็นกิ๊กกับคนนี้ ข่าวอาญากรรม ส่วนมากก็จะซ้ำๆเดิม โจรปล้นข่มขืนแล้วฆ่า การจ้างวานฆ่า หากมองกันด้วยความเป็นจริงแล้วจะเจอว่าข่าวพวกนี้นั้นไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย มีแต่จะทำให้หดหู่จิตใจ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในวันๆนั้น หดหู่ทั้งวันตามไปด้วย และเมื่อเวลาผ่านไปเราก็จะลืมข่าวพวกนี้ไปเพราะตามหลักของธรรมชาติอะไรที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์เราก็จะลืมไปเอง กลายเป็นขยะอยู่ในสมองของเรา

แล้วจะให้ทำยังไงไม่ต้องอ่านข่าวพวกนี้เลยใช่ไหม คำตอบคืออ่านครับแต่ไม่ควรอ่านทุกวัน อ่านสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้งเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนเราว่าในปัจจุบันมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้นะ จะได้ระวังตัว

เราควรใช้เวลาไปกับการศึกษาหรืออ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเรา อย่างเช่นการพัฒนาตัวเอง หรือความรู้เฉพาะทางในเรื่องต่างๆที่เราสนใจ

ให้จำเอาไว้เสมอว่าด้วยเทคโนโลยีที่มีในทุกวันนี้เราสามารถที่จะใช้มันเป็นโอกาสก็ได้หรือจะใช้มันเป็นอุปสรรคในชีวิตก็ได้เหมือน แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกแบบไหนแค่นั้นเอง

Read More

หลักการแห่งความสำเร็จในชีวิต

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเยอะมากๆทั้งหนังสือที่แปลมาจากต่างประเทศหรือหนังสือที่แต่งโดยนักเขียนคนไทยเองก็มี โดยส่วนมากแล้วหนังสือที่ผมอ่านจะซื้อมาจากหมวดการพัฒนาตนเองในร้านหนังสือ เพราะผมคิดว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จนั้นจะต้องเริ่มต้นจากความคิดเสียก่อน

ซึ่งหลายๆนักเขียนก็จะมีหลักการบางอย่างที่คล้ายๆกัน ผมจึงสรุปออกมาเป็นแนวทางไปสู่ความสำเร็จของตัวเองได้ดังนี้

  1. ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองจะต้องคิดอะไรบ้าง บ้างคนบอกว่าผมก็นั่งคิดอยู่ทุกวันนะทำไม่ผมไม่ประสบความสำเร็จสักกะที นั้นเป็นเพราะว่าคุณคิดไม่ถูกเรื่อง หากคุณไปคิดเรื่องชาวบ้านอย่างเช่น นายกอ ชอบนินทานาย ขอ ว่าเป็นคนพูดมากพูดไม่มีสาระ หรือ นาย คอ เล่าให้ฟังว่าสุนัขที่บ้านของเขาออกลูกห้าตัวเป็นตัวเมียสามตัวที่เหลือเป็นตัวผู้ อะไรทำนองนี้นี่คือการคิดที่ไม่ก่อประโยชน์ให้กับตัวเอง และฉันจะต้องคิดอะไรบ้างละ คุณต้องคิดว่าคุณอยากทำอะไร แล้วขั้นตอนนั้นในการทำสิ่งนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง จะต้องไปหาข้อมูลมาจากไหน จะต้องไปเจอใคร จะต้องคุยกับใครบ้าง คุณจะแบ่งให้เรื่องนี้วันละเท่าไหร่กี่นาทีกี่ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น คือต้องกำหนดก่อนว่าตัวเองจะคิดเกี่ยวกับเรื่องอะไรไม่ใช่คิดไปเรื่อยเปื่อย
  2. มีการวางแผน ทุกความสำเร็จจะต้องมีแผนการ ว่าคุณจะต้องทำอะไรบ้างกำหนดเวลาให้ชัดเจนว่าคุณจะทำมันตอนไหน แล้วกำหนดการแล้วเสร็จเมื่อไหร่
  3. ลงมือทำอย่าหยุด เมื่อคุณลงมือทำเรื่องอะไรสักอย่างมันจะต้องมีอุปสรรคแน่นอนไม่มีทางที่มันจะเป็นเหมือนกับตอนที่คุณคิด100% เพราะการคิดนั้นมันง่ายเราสามารถคิดไปถึงดวงจันทร์ได้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่การที่จะไปให้ถึงดวงจันทร์นั้นได้จริงแล้วละก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะฉะนั้นให้รู้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าคุณจะต้องเจอปัญหาแน่นอน แต่คุณจะต้องทำมันต่อไปเรื่อยๆอย่าหยุด
  4. สร้างความสมดุลให้กับชีวิต เพราะในระหว่างทางที่คุณจะไปถึงความสำเร็จนั้นคุณจะต้องท้อแท้ สิ้นหวัง หมดหวัง บางในบางเวลาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องแบ่งเวลาให้กับการพักผ่อน หรือการผ่อนคลายบ้างเช่นออกไปเที่ยว ไปดูหนังฟังเพลง หรือเล่น กีฬากิจกรรมอื่นๆ แล้วค่อยกับมาลุยกันใหม่
  5. เปลี่ยนวิธีการได้แต่อย่างเปลี่ยนเป้าหมาย หลายครั้งที่เราวางแผนไว้แล้วแต่เมื่อเราได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่ามันยังมีวิธีการอื่นๆที่ง่ายกว่านั้นมาก เราก็ควรจะเปลี่ยนแผนหรือว่าเปลี่ยนวิธีการบ้าง แต่เราจะต้องไม่เปลี่ยนเป้าหมายที่เราต้องการ ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งที่ดีในบ้างครั้งเพราะฉะนั้นอย่ายึดติด จงวิเคราะห์เหตุและผลเป็นหลัก

 

นี้เป็นเพียงบ้างส่วนที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลงมือทำไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยการคิดเพียงอย่างเดียว

Read More

เวลาและพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ

ผมเชื่อแน่ๆว่าทุกคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ มาก่อนแล้วแน่ๆ ผมก็เคยได้ยินอย่างนั้นมาก่อนเหมือน แต่ผมจะขอเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยว่านอกจากเวลาแล้ว พลังงานชีวิตของเราในแต่ละวันก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

ผมยกตัวอย่างเช่นคุณตื่นนอนขึ้นมา พลังงานชีวิตของคุณจะเท่ากับหนึ่งร้อย แต่เมื่อคุณได้ดูข่าวการฆ่าข่มขืนแล้วคุณรู้สึกหดหู่มาก แล้วก็ทำให้คุณคิดกระเจิดกระเจิงไปอีกไกลแสนไกล แบบนี้พลังงานของคุณก็จะลดลงอีกมาก แล้วถ้าหากว่าหลังจากนั้นคุณไปเห็นข่าวดาราคุณก็เสพข่าวนั้นแล้วก็คิดตามเนื้อหาของข่าว พลังงานของคุณก็จะลดลงอีกครั้ง คุณรู้สึกเหนื่อยอยากพักผ่อนคุณจึงหยิบเอามือถือขึ้นมาเล่นเกมส์ หลังจากนั้นคุณเห็นว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้วถ้าไม่ทำรายงานตอนนี้จะไม่ทันส่งอาจารย์แน่ คุณก็ตัดสินใจทำรายงาน แต่คุณสังเกตเห็นว่าคุณพิมพ์งานพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก แล้วก็อยากพักสายตามเต็มที คุณจึงหลับตาแป๊บหนึ่ง คุณเผลอหลับไปตื่นขึ้นมาอีกทีตอนห้าทุ่ม คุณบอกกับตัวเองใหม่ว่าเดียวพรุ่งนี้เช้าค่อยทำก็ทัน ตอนเช้าคุณตื่นสายขนาดจะอาบน้ำยังจะไม่มีเวลาดังนั้นการทำรายงานคงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ สุดท้ายคุณไม่มีงานส่ง เรื่องนี้อาจจะฟังดูเวอร์ไปซักหน่อย แต่มันก็มีส่วนที่เป็นความจริง

เวลาเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่ถ้าคุณมีเวลาแต่พลังงานชีวิตของคุณเหลือน้อยเต็มทีแล้วละก็ คุณก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์จากเวลาที่คุณมีนั้นได้

สิ่งที่ผมอยากนำเสนอนั้นก็คือ จงใช้พลังงานชีวิตของคุณไปกับสิ่งที่มีค่าที่จะพัฒนาตัวคุณเองให้ก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะถ้าคุณใช้ไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ คุณก็จะมีพลังงานชีวิตเหลือไม่มากพอในการใช้กับสิ่งที่มีประโยชน์

หากคุณยังนึกไม่ออกว่าอะไรที่มีประโยชน์และอะไรที่ไม่มีประโยชน์แล้วละก็ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ซึ่งผมแบ่งประเภทเป็น กลุ่มๆได้ดังนี้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์บ้าง สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลย อย่างเช่นการดูข่าว หากเป็นข่าวการฆ่ากัน อุบัติเหตุ การวิ่งราว ชู้สาว เด็กนักเรียนตีกัน ข่าวอย่างนี้ดูปีละครั้งก็พอ ย้ำปีละครั้ง ถ้ามากกว่านั้นแสดงว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ทำไหมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะข่าวพวกนี้ เกิดขึ้นซ้ำๆ รูปแบบเดิมๆ แค่เปลี่ยนสถานที่และบุคคล ผมถามว่าคุณจำข่าวอุบัติเหตุที่คุณดูเมื่อหนึ่งปีที่แล้วได้ไหม คำตอบน่าจะเหมือนๆกันทุกคนนั้นคือไม่ได้ ข่าวพวกนี้เป็นข่าวที่เราดูเพื่อทำให้เราหดหู่แล้วเราก็ลืม ซึ่งเราจะเสียพลังงานชีวิตไปให้กับความหดหู่นั้น แต่ทำไหมจำเป็นจะต้องดูปีละครั้งด้วยละก็เพราะเพื่อเป็นการเตือนสติตัวเราเองว่าเรื่องแบบนี้สามารถที่จะเกิดขึ้นกับเราได้ให้เตรียมตัวรับมือกับมันเพื่อความไม่ประมาท

ครั้งหน้าเดี๋ยวเรามาต่อกันอีก เพราะเรื่องของพลังงานชีวิตยังมีอีกหลายแง่มุมให้กล่าวถึง

Read More

ตั้งเป้าหมายง่ายๆ แล้วเราจะสามารถทำสำเร็จได้[2]

หลังจากวางแผนครั้งแรกไม่สำเร็จจนเวลาผ่านไปเนินนาน แล้วจึงกลับมาอยากลดน้ำหนักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมจะต้องคิดให้มากกว่าเดิมว่าผมจะทำยังไง ถึงจะสามารถทำสิ่งที่คิดไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ผมเกิดการตระหนักแล้วว่า ถ้าจะทำเยอะๆ อย่างเช่นถ้าจะวิ่ง คิดวางแผนวันนี้พรุ่งนี้วิ่งเลยสิบกิโลเมตร ก็ยังสามารถทำได้ แต่ผมไม่ต้องการแบบนั้นสิ่งที่ผมต้องการคือ ทำน้อยแต่ทำอย่างต่อเนื่องจนกายเป็นนิสัยไปเลย

ผมเปลี่ยนจากการวิ่งมาเป็นการกวาดบ้านแทนเพราะต้องการให้ร่างกายได้ขยับทุกๆวัน พร้อมกับได้ประโยชน์ด้วย ผมก็เริ่มเลยในวันรุ่งขึ้นและก็ทำอย่างนั้นอยู่เป็นเดือน หลังจากผมคิดว่าการกวาดบ้านมันเป็นนิสัยผมแล้ว ผมก็ขยับมาถูด้วย ผมก็ทำอย่างนั้นอยู่อีกหลายเดือน จนมันเหมือนกับเป็นการทำงานอย่างอัตโนมัติของร่างกายไปแล้วว่าเมื่อกับมาจากทำงานผมจะต้องจับไม้กวาดแล้วก็เริ่มลงมือกวาดบ้านทันที หลังจากกวาดบ้านเสร็จก็ต้องถูในทันที หลังจากนั้นผมก็เพิ่มกิจกรรมเข้าไปอีกสองสามอย่าง จนในแต่ละวันกิจกรรมเหล่านั้นสามารถที่จะทำให้ผมสามารถที่จะเสียเหนื่อยได้ และผมก็ทำมันเป็นประจำโดยอัตโนมัติ ทุกวันนี้ผมก็ยังทำอยู่ สิ่งที่ผมได้รับคือ น้ำหนักผมลดลงหกกิโลกรัมเลยทีเดียว

นี้คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงจากการแก้ปัญหาจากสิ่งที่เล็กน้อยๆที่อยู่รอบๆตัวเรา คุณก็สามารถใช้หลักการง่ายๆนี้ไปประยุกต์ใช้กับเรื่องๆอื่นๆได้เช่นกัน

สรุปหลักการของการตั้งเป้าหมายง่ายๆ คุณต้องหาก่อนว่าคุณต้องการที่จะเพิ่มหรือแก้ปัญหาอะไรให้กับชีวิต เช่นอยากเก่งภาษาอังกฤษ ขั้นตอนต่อมาคุณก็จะต้องมาคิดกิจกรรมว่ากิจกรรมอะไรที่มันจะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายนั้นได้ อย่างเช่นเป้าหมายอยากเก่งภาษาอังกฤษ คุณก็ต้องท่องคำศัพท์ให้ได้เยอะๆ คุณก็กำหนดเลยว่าจะท่องศัพท์ทุกวัน หรือห้าวันทำงาน อันนี้ก็แล้วแต่ ต่อมาก็กำหนดเวลาว่าจะทำมันตอนไหน อย่างเช่นตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานอย่างอื่น แต่ข้อแนะนำของผมก็คือให้เริ่มจากน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสาระสำคัญของเรานั้นคือต้องการที่จะทำให้กิจกรรมใหม่ที่เราเพิ่มเข้ามาในชีวิตของเรานั้น เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเรา ไม่ได้คาดหวังว่าจะเก่งภายในพรุ่งนี้เลยเพราะฉะนั้นคุณควรเริ่มจากจำนวนหรือ ปริมาณที่น้อยที่สุดก่อน ลำดับต่อมาคุณต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรมนั้นให้อยู่ใกล้ตัวและอยู่ในพื้นทีที่เราจะต้องอยู่ทุกวัน อย่างเช่นโต๊ะทำงาน หรือถ้าใครที่ต้องทำงานที่เดินทางบ่อยแล้วละก็ก็เอาใส่ไว้ในกระเป๋าเลยก็ได้ ถัดมาหลังจากนั้นก็คือการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง โดยคุณไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของงานเข้าไปให้ทำเท่าเดิมไปเรื่อยๆ เช่นท่องศัพท์ก็ท่องคำเดียวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าการท่องศัพท์ของเรานั้นมันกลายเป็นนิสัยของเราไปแล้ว จึงให้เพิ่มปริมาณตามที่เราต้องการแต่ต้องไม่มากจนเกินไป และขั้นตอนสุดท้ายคือการจดบันทึก เพราะการจดบันทึกจะเหมือนเป็นการให้กำลังใจตัวเองว่าเราทำสำเร็จแล้ว เป็นการย้ำคิดย้ำเตือนให้เราตะหนัก และรู้สึกมีความสุขที่เราได้ทำเป้าหมายของเราได้สำเร็จในแต่ละวัน

แนวคิดนี้ผมตั้งชื่อมันว่าการตั้งป้าหมายง่ายให้กับชีวิต โดยเราสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่นๆที่เราต้องการได้ทั้งหมด และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆท่าน

Read More

ตั้งเป้าหมายง่ายๆ แล้วเราจะสามารถทำสำเร็จได้[1]

ผมว่ามีหลายคนที่เป็นเหมือนผม นั้นก็คือมีเรื่องที่อยากทำให้สำเร็จมากมาย แต่พอลงมือทำจริงๆแล้วกับไม่เคยสำเร็จเลย จะกระตือรือล้นเฉพาะช่วงแรกๆเท่านั้น แล้วผ่านไปสักเดือนสองเดือนสามเดือนก็ลืมสิ่งนั้นไป กลับไปอยู่ในสภาพแบบเดิม จะกลับมาคิดถึงสิ่งที่อยากทำนั้นอีกครั้งก็ตอนปีใหม่ หรือวันเกิดของตัวเอง ที่เรามักจะคิดว่าไอ้สองวันนี้มันคือวันของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ เราก็จะคิดสิ่งดีๆที่เราอยากจะทำมากมาย

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเรื่องราวเป็นรูปธรรม ผมอยากลดน้ำหนัก เพราะสังเกตว่าเดียวนี้ตัวเองไม่เหมือนเดิม จากแต่ก่อนเคยหนัก 56 กิโลกรัม แต่น้ำหนักเพิ่มเอาๆจนขึ้นไปอยู่ที่ 74 กิโลกรัม เริ่มมีคนทักว่าอ้วน ครั้งแรกอาจจะไม่คิดอะไร แต่หลังจากนั้นมันตามมาด้วยครั้งที่สองสามสี่ จึงตระหนักได้ว่าตัวเองอ้วนจริงๆแล้วละ ผมเลยรู้ว่าทำไหมการโฆษณาซ้ำๆมันถึงทำให้สินค้าขายได้ ส่วนเหตุผลที่ผมน้ำหนักเพิ่มขึ้นก็อาจจะเป็นเพราะ 1.ไม่ได้ออกกำลังกาย 2.เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพของระบบการย่อยอาหารจึงลดลง ทำให้เกิดพลังงานสะสมในรูปแบบของพุง 3.กินมากไป เมื่อรู้สาเหตุก็คิดวิธีการแก้ปัญหา ความคิดแวบแรกคือซื้อยาลดความอ้วนที่มีขายอยู่ในท้องตลาดอย่างดาษดื่น มากินแต่คิดอีกทีไม่ดีกว่า เพราะผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีต่างๆในยาลดความอ้วนเลยว่ามันทำงานยังไงมันจึงทำให้เราน้ำหนักลดลงได้ หากมีความรู้มากพอว่ามันจะไม่เกิดโทษกับร่างกายจริงๆวันหนึ่งผมก็อาจจะซื้อมากินก็ได้ แต่ตอนนี้ยังก่อน เมื่อรู้สาเหตุก็แก้ตามสาเหตุ ผมไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผมก็เริ่มลุกมาวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน และตอนเย็นก็ออกไปวิ่งอีกครั้ง โดยผมหักโหมมากวิ่งครั้งละกิโลสองกิโล(ซึ่งถือว่ามากสำหรับผม) พร้อมทั้งการจดจ่อกับการชั่งน้ำหนักว่าลดลงกี่กิโลแล้ว แต่ในใจลึกๆไม่มีความสุขเลยตอนเช้าก็เกิดความรู้สึกประมาณว่า อีกแล้วเหรอวะต้องไปวิ่งอีกแล้วเหรอวะคิดถึงความเหนื่อย อาการปวดแข้งปวดขาต่างๆที่ตามมา แต่ก็ไป ตอนเย็นก็เหมือนกัน สาเหตุที่สองระบบการย่อยอาหารไม่ดีเพราะเริ่มแก่ งั้นก็ต้องใช้ตัวช่วย พยายามกินนมเปรี้ยว หรือโยเกิตร์ทุกวัน เพราะเขาบอกว่าช่วยในเรื่องการย่อยอาหารได้ สาเหตุที่สาม กินมากไป วิธีการของผมก็คือจะไม่กินให้จนอิ่ม กินไปซักพักก็จะหยุด เพราะผมเคยอ่านเจอว่า ความอิ่มของเรามันจะ Delay ประมาณ 20 นาที เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากินไปเรื่อยๆจนอิ่มเองเราจะรู้สึกแน่นท้อง

หลังจากนั้นผมก็ปฏิบัติตามวิธีการที่ตัวเองคิดขึ้นมาอย่างเคร่งครัด แต่ช่วงหนึ่งงานยุ่งมากจนต้องเอากลับมาทำที่บ้าน ทำให้ผมไม่มีเวลาออกไปวิ่ง เมื่อไม่ได้ทำตามข้อหนึ่ง ความคิดในใจก็คิดตามมาว่าข้อหนึ่งไม่ได้ทำแล้วข้อสองก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวได้ทำข้อหนึ่งเมื่อไหรค่อยทำให้ครบทุกข้อ ข้อสามก็เหมือนกัน หลังจากนั้นผมก็หยุดยาวเลย งานที่เคยยุ่งก็ไม่ยุ่งแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้คิดที่จะออกไปวิ่งอีกเพราะคิดถึงความเหนื่อยความลำบากที่เจอ สุดท้ายเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมกลับมาคิดเรื่องของการลดน้ำหนักอีกครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเกิดของผมเอง และเวลาผ่านไปสักพัก ก็ดูเหมือนว่าไอ้แผนใหม่ของผมนี้จะได้ผลซะด้วยอาจจะไม่วือหวาแต่กราฟของน้ำหนักก็ลดลงเรื่อยๆ อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไหงต้องติดตามในตอนต่อไปครับ

Read More