ครูผู้ช่วย จากประสบการณ์จริง

ครูผู้ช่วยหลังจากครั้งที่แล้วได้เขียนถึงวิธีในการเข้าสู่ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ไปแล้ว ซึ่งนั้นคือหลักการหรือข้อบังคับที่ทุกคนจะต้องทำตาม แต่ว่าในชีวิตการเป็น ครูผู้ช่วย จริงๆแล้วละก็ แต่ละคนจะเจอประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ดวงใครดวงมัน ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันเลย

ก่อนอื่นขอเสนอข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเขตพื้นที่การศึกษา ที่ครูผู้ช่วย ต้องไปสังกัดก่อนเพราะว่าโรงเรียนต้องทำงานภายใต้การสั่งการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเขตพื้นที่การศึกษาจะแบ่งออกเป็นสองประเภทนั้นก็คือ 1.) ส.พ.ป ซึ่งย่อ มาจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โรงเรียนในสังกัด สพป ก็จะประกอบไปด้วย โรงเรียนประถมศึกษา กับโรงเรียนขยายโอกาส แล้วโรงเรียนขยายโอกาสคืออะไร คือโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม 2.) ส.พ.ม ย่อมาจาก สำนักงานพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งโรงเรียนในสังกัดก็จะประกอบไปด้วย โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา

ตอนที่เราจะสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็น ครูผู้ช่วย นั้น เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะสอบ เขตประถมหรือมัธยม แล้วแต่ว่าจะชอบสอนเด็กโตหรือเด็กเล็ก ซึ่งข้อดีข้อเสียเท่าที่คิดได้มีดังนี้ ระดับมัธยมนั้น รับประกันได้ว่าเราจะได้สอนตรงสายที่เราเรียนจบ มา นั้นก็คือถ้าจบคณิตศาสตร์ยังไหงก็ได้สอนวิชา คณิตศาสตร์ การทำงานเป็นระบบ เอกสารทุกอย่างต้องชัดเจน มีสายการบังคับบัญชาชัดเจน ข้อเสียก็คือ สอบได้ยากเพราะคนเก่งๆส่วนมากจะเลือกที่จะสอบ เขตมัธยม

สำหรับเขตประถมนั้น ข้อดีคือ อยู่กันแบบพี่แบบน้องเพราะโรงเรียนขนาดไม่ใหญ่ ที่เคยเจอเล็กสุดคือ โรงเรียนหนึ่งมี ครูหนึ่งคน ผู้อำนวยการ หนึ่งคน ทั้งโรงเรียนมี 2 คน อีกอย่างคือความยืดยุ่น ในการปฏิบัติงาน และที่สำคัญคือ จำนวนคนสมัครสอบแข่งขั้นน้อยกว่าเขตมัธยม ส่วนข้อเสีย คือส่วนมมากโรงเรียนจะอยู่ห่างไกลจากความเจริญ ครูไม่พอทำให้สอนไม่ตรงเอก บ้างครั้งครูคณิตศาสตร์ต้องไปสอนคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคืองานอื่นๆนอกจากงานสอนเยอะมากๆตลอดทั้งปี(ผมอยู่โรงเรียนขยายโอกาส)

นอกจากนี้จากที่จะได้ไปอยู่ที่ไหนอาจจะขึ้นอยู่กับตัวแปรแทรกซ้อนอีกหนึ่งตัวที่เรียกว่าการขอใช้บัญชี เช่นเราสมัครสอบไว้ที่ เขต ก ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของเรา และสอบได้ขึ้นบัญชีเอาไว้ อยู่ๆก็มี เขต ข มาขอยืมใช้บัญชี ซึ่งเขต ข อยู่ อำเภออื่นหรือว่าจังหวัดอื่นๆ ซึ่งความจริงเราอาจจะไม่ไปก็ได้ แต่ส่วนมากแล้วจะไป เพราะโอกาสมาถึงก็คว้าไว้ก่อน ทำให้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราจะได้ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง อย่างน้อยที่สุดคือ สองปี

การที่ลักษณะงานที่เราต้องทำเป็นยังไงนั้นจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ค่อนข้างมาก ซึ่งแต่ละคนจะมีลักษณะการบริหารที่แตกต่างกัน บางคนเน้นผลสัมฤทธิ์ บางคนเน้นความสวยงามของโรงเรียน เป็นต้น ครูผู้ช่วยบางคนอาจจะต้องไปทำงานทั้งเสาร์อาทิตย์ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้วจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ

Read More

ครูผู้ช่วย

ครูผู้ช่วยตำแหน่งแรกของการรับราชการครู นั้นก็คือตำแหน่งของครูผู้ช่วย หลายคนที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับวงการๆศึกษาก็อาจจะเข้าใจผิดว่า ครูผู้ช่วยนั้นไม่ใช้ครูแต่เป็นคนที่มาช่วยครูสอนเฉยๆ ซึ่งความคิดนี้อาจจะมีรากฐานมาจากการที่เมื่อก่อนมีตำแหน่งที่ชื่อว่าผู้ช่วยครู ซึ่งคือบุคคลทั่วไปที่มาช่วยงานครูเพราะสมัยก่อนตำแหน่งครูนั้นขาดแคลน

ตำแหน่งครูผู้ช่วยนั้นคือข้าราชการลำดับแรก ทุกคนที่จะเข้ามาเป็นครูจะต้องผ่านตำแหน่งนี้ก่อนทุกคนไม่มีข้อยกเว้น โดยเมื่อสอบบรรจุได้ก็จะได้รับการเรียกบรรจุ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนที่มีตำแหน่งว่าง โดยจะต้องอยู่ในตำแหน่งครูผู้ช่วยอย่างน้อยสองปี โดยในระหว่างระยะเวลาสองปีนั้น ครูผู้ช่วยจะต้องทำงานอย่างหนักเพราะว่าจะมีการประเมินทั้งหมด8ครั้งด้วยกัน โดยจะประเมินทุกๆ3เดือน หากประเมินผ่านทั้งหมดก็จะได้รับตำแหน่งเป็นครู ค.ศ.1

ซึ่งความเจริญก้าวหน้าของครูนั้นก็จะมีสองทางด้วยกัน นั้นก็คือการทำวิทยฐานะ ซึ่งก็คือ ชำนาญการ(ค.ศ.2),ชำนาญการพิเศษ(ค.ศ.3),เชียวชาญ(ค.ศ.4),เชียวชาญพิเศษ(ค.ศ.5) นี้คือชื่อของวิทยฐานะที่ครูจะสามารถมีได้ โดยแต่ละวิทยฐานะก็จะมีเงินประจำวิทยฐานะนั้น ได้แก่ ชำนาญการ ได้รับ 3,500 บาท ชำนาญการพิเศษ ได้รับ 5,600+5,600 เชียวชาญ 9,900+9,900 เชียวชาญพิเศษ ได้รับ 15,600+15,600

ความก้าวหน้าในทางที2 นั้นก็คือการสอบเพื่อ เปลี่ยนตำแหน่ง หากชอบการบริหารก็สอบ ไปเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน จากผู้อำนวยการโรงเรียน ก็สามารถสอบไปเป็น รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ จากรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็สามารถสอบไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้

หากไม่ชอบสายบริหาร ก็สามารถที่จะสอบไปทำงานอยู่ในสำนักงานเขตพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอีกทีหนึ่งได้ ในตำแหน่งของศึกษานิเทศก์ ซึ่งหน้าที่ของศึกษานิเทษนั้นก็คือการให้ความรู้แนะนำสิ่งต่างๆให้กับครู หรือที่เรียกว่า ครูของครู อีกทีหนึ่ง

การสอบเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยในปัจจุบันนั้นเข้มค้นมาก โดยการสอบจะมีสองรูปแบบ นั้นคือ 1.การเปิดสอบจากบุคคลทั่วไปที่มีใบประกอบวิชาชีพครู หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการสอบทั่วไป 2.การสอบกรณีพิเศษ หมายความว่าคนที่จะสามารถสอบในกรณีนี้ได้จะต้องทำหน้าที่สอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในตำแหน่ง ครูอัตราจ้าง หรือว่า พนักงานราชการ โดยจะต้องทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ถึงจะสามารถสอบในรูปแบบที่สองนี้ได้

ข้อแตกต่างของการสอบเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยของ2กรณีนี้นั้นก็คือ การสอบทั่วไปนั้น จำนวนคนสมัครสอบจะเยอะมากๆ โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละปีมีคนสมัครไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนคน ซึ่งตำแหน่งว่างที่เปิดบรรจุนั้นก็มีจำนวนไม่แน่นนอน เพราะเมื่อสอบผ่านเกรณ์ 60 คะแนน ก็จะทำการขึ้นบัญชีเอาไว้ เมื่อมีตำแหน่งว่างก็จะเรียกผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้เรียงตามลำดับไปบรรจุ ซึ่งอายุของบัญชีรายชื่อผู้สอบได้นี้ จะมีอายุอยู่สองปี หากหมดสองปียังไม่ได้รับการบรรจุ ก็จะถูกยกเลิกไป

การสอบกรณีทั่วไปนั้น จะเปิดสอบทุกปี ในประมาณเดือน เมษายน โดยการสอบจะมีลักษณะของการสลับฟันปลาของเขตพื้นที่ อย่างเช่น เขต ก ปีนี้จัดสอบ เขต ข ไม่จัดสอบ ปีต่อไป เขต ก ก็จะไม่จัดสอบ แต่เขต ข จะจัดสอบ เพราะบัญชีผู้สอบแข่งขันได้นั้นมีอายุ2ปี โดยผู้ที่สอบได้ผ่านเกณฑ์60%ก็จะได้รับการเรียกบรรจุไปเรื่อยจนหมดบัญชีหรือครบสองปี

ส่วนการสอบแบบที่2นั้นคือการสอบกรณีพิเศษ โดยทุกเขตพื้นที่จะจัดสอบทุกปี โดยให้สิทธิ์สมัครกับผู้สมัครที่ทำงานสอนมาแล้วสาม ปี โดยสามารถสมัครสอบได้ทั่วประเทศ ข้อดีคือ คู่แข่งน้อยลงเมื่อเทียบกับการสอบทั่วไป แต่ข้อเสียคือการสอบกรณีพิเศษนี้จะไม่มีการขึ้นบัญชีเอาไว้ เอาเฉพาะที่1ไปบรรจุ และไม่มีการขึ้นบัญชีเอาไว้

นี้ความเป็นมาและเป็นไปของอาชีพครูอย่างย่อ ร่วมถึงการเข้าสู่ตำแหน่งแรกในการรับราชการนั้นก็คือ ครูผู้ช่วย

Read More