ช่วงนี้ครูงานเยอะ

ผมบรรจุรับราชการครูมาตอน ปลายปี 54 นับเวลาถึงตอนนี้ก็เกือบจะ5 ปีแล้วครับ และตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าตอนนี้งานของครูทุกคนจะเยอะมากๆ ทั้งเรื่องในห้องเรียนและเรื่องนอกห้องเรียน

เริ่มจากเรื่องที่มีผลกับหน้าที่การงานและอนาคตของการรับราชการ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมามีข่าวว่าจะให้ครู(เฉพาะที่บรรจุใหม่)ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่จะเป็นลูกจ้างของรัฐ ซึ่งก็ทำเอาแตกตื่นกันพอสมควร แต่ตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เรื่องต่อมา มีคำสั่ง คสช.ให้ยุบ  อกคศ ซึ่งถ้าอธิบายง่านก็คือกลุ่มคนที่มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการย้าย และเรื่องอื่นๆของข้าราชการครูในเขตพื้นที่ๆรับผิดชอบนั้นเอง อันนี้ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

และเร็วนี้กำลังจะมีการปรับโครงสร้างการศึกษาของชาติครั้งใหญ่ ซึ่งครูทุกคนก็กำลังตั้งใจฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

อันนั้นคือเรื่องของความมั่นคงในอาชีพการงานการรับราชการ ต่อมาพูดถึง การทำงานบ้าง ตอนนี้โครงการและกิจกรรมต่างๆเยอะแยะมากมาย

หนึ่งลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ อันนี้เป็นนโยบายของเจ้ากระทรวง ซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะคิดถูกหรือผิด โดยสรุปสั้นก็คือ เป็นการเน้นในเด็กนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆมากขึ้น แทนที่จะเรียนแต่วิชาการอย่างเดียว ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็มีวิธีการและกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น กีฬา ดนตรี งานประดิษฐ์ หรืออื่นๆอีกมาย ซึ่งก็ไม่มีถูกหรือผิด แต่ขึ้นอยู่กับความถนัดของเด็กและความสามารถของครูผู้สอนว่ามีความรู้ในเรื่องนั้นๆหรือเปล่า

แต่สิ่งที่ขัดกับชื่อโครงการนั้นก็คือวิชาที่เรียนในห้องเรียนก็ยังเท่าเดิมเพราะเป็นหลักสูตรกลางไม่สามารถเปลี่ยนได้ จนกว่าจะมีการแก้ พรบ การศึกษาใหม่

อีกสิ่งที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรคก็เรื่องของงบประมาณ เพราะหลายกิจกรรมต้องซื้ออุปกรณ์  อย่างเช่นการทำขนม การจักสาน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งโรงเรียนเล็กๆจะได้รับผลกระทบมากสุดเพราะ ปรกติเงินก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้ว

สองโรงเรียนประชารัฐ อันนี้เป็นหนึ่งในโครงการย่อยของโครงการประชารัฐ ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน ซึ่งก็จะมีหน่วยงานภายนอกเข้ามานิเทศ ด้วยซึ่งร่วมถึงการมีเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งการเอาบุคคลภายนอกเข้ามานิเทศ ก็สามารถมองได้สองด้านทั้งด้านบวกและด้านลบ ดีเพราะจะได้มุมมองใหม่ ความคิดเห็นใหม่ๆ จากคนที่อยู่นอกวงการๆศึกษา เสียตรง ไม่มีความรู้เรื่องการจัดการศึกษาอาจจะไม่เข้าใจ ข้อจำกัดของโรงเรียนต่าง ๆ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง สมศ รอบ สาม ในบุคคลภายนอก เข้ามานิเทศ เห็นอาคารเก่า ก็บอกให้เปลี่ยน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ถูกแต่ทำได้ไหมก็ทำไม่ได้เพราะเราไม่มีงบประมาณเพียงพอ เป็นต้น

นอกเหนือจากสองโครงการนี้แล้วก็มีโครงการอื่นๆ อีกอย่างเช่น ธรรมศึกษาในสถานศึกษา  การสอนทักษะอาชีพในสถานศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง และอีกหลายๆโครงการ คณะนิเทศออกมานิเทศเป็นว่าเล่น ซึ่งการนิเทศแต่ละครั้งก็ต้องมีการเตรียมเอกสาร เหมือนเรากำลังจะวนเข้าสู่ loop เดิม

ถ้าทำแล้วได้ผล  ผมเชื่อว่าครูทุกคนยินดีที่จะเหนื่อยเพื่อเด็ก แต่ว่ามันจะได้ผลหรือเปล่ายังไหงก็คงต้องติดตามกันต่อไป

 

เรือจ้างหางยาว

Read More

กว่าจะได้มาเป็นครู

ผมเองไม่ได้เรียนจบ คุรุศาสตร์ ที่พอจบปุ๊บจะสามารถมาสอนหนังสือได้เลยทันที แต่ผมต้องมาเรียนเพิ่มอีกหนึ่งปี เพื่อที่จะสามารถสอนหนังสือได้

หลายคนที่ไม่ได้ค่อยคลุกคลีกับวงการครูนั้นคงไม่ทราบว่า การประกอบอาชีครูนั้นไม่ได้สามารถเป็นกันได้ง่ายๆ เพราะคนที่จะสามารถสอนในโรงเรียนของรัฐได้นั้นจะต้องมีใบอนุญาติลักษณะเดียวกันกับใบอนุญาติของ หมอ หรือ วิศวกร เพราะครูถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยใบอนุญาตดังกล่าวนั้นเรียกว่า ใบประกอบวิชาชีพครู โดยการได้ใบอนุญาตนี้มาก็มีด้วยกันหลายทางด้วยกัน หากเรียนคุรุศาสตร์มา ก็จะได้ใบประกอบวิชาชีพมาด้วยเลย(มีการสอบขอใบอนุญาติภายใน) หากเรียนจบสาขาวิชาอื่นมา ก็มีสองทางเลือกนั้นก็คือ เรียน ป.บัณฑิต(ปัจจุบันรับเฉพาะครูเอกชนและบุคลากรภายใน) ระยะเวลาหนึงปีก็จะได้ ใบประกอบวิชาชีพ วิธีที่สอง การสอบ9มาตรฐาน โดยการสอบข้อสอบเก้าชุด หลังจากนั้นก็ไปฝึกสอนอีกหนึ่งปีก็จะได้ใบประกอบวิชีพมา แต่วิธีนี้ค่อนข้างยาก

เมื่อมีใบประกอบวิชาชีพแล้วก็สามารถ ที่จะทำงานในโรงเรียนได้ โดยคนที่ทำหน้าที่สอนอยู่ในโรงเรียนนั้นก็มีหลายตำแหน่ง ไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการครูอย่างเดียว หากไล่ตากศักดิ์ ต่ำสุดก็จะเป็น 1.อัตราจ้างที่ใช้เงินโรงเรียนจ้าง 2.อัตราจ้างที่ใช้เงิน สพฐ จ้างโดยจะได้รับสัญญาจ้างแบบปีต่อปี แต่ส่วนมากก็จะเป็นไปเรื่อยนอกจากต้องการที่จะออกจากตำแหน่งเอง 3.พนักงานราชการ เป็นลูกจ้างของรัฐ แต่สวัสดิการไม่เท่ากับข้าราชการ ได้รับสัญญาจ้าง 3 ปี เมื่อหมดสัญญาก็จะต่อเรื่อยๆ ส่วนมากก็จะอยู่จรออกเอง 4.ก็คือ ข้าราชการครู โดยตำแหน่งเริ่มต้นนั้นคือครูผู้ช่วย ถ้าได้บรรจุเป็นข้าราชการครูและก็ถือว่ามั่นคงแล้ว

เป้าหมายสูงสุดของคนที่จบครูมาและคนที่ทำงานสอนแต่ยังไม่ได้รับการบรรจุนั้นก็คือ การสอบให้ได้ลำดับดีๆเพื่อจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครู

ทีนี้มาดูขั้นตอนในการสอบคัดเลือกดูบ้าง ว่ามีขั้นตอนยังไง การสอบบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยจะมีการเปิดสอบแข่งขันทุกปี ช่วงเดือนเมษายน เมื่อสอบผ่านเกรณ์คะแนนที่กำหนดนั้นก็คือ 60 คะแนนจาก 100 คะแนน ของการสอบแต่ละภาค(จะแบ่งการสอบออกเป็นส่วนเรียกว่า ภาค ได้แก่ ภาค ก ภาค ข ภาค ค) ก็จะได้รับการขึ้นบัญชีไว้เมื่อมีตำแหน่งว่างก็จะมีการเรียกบรรจุ โดยบัญชีดังกล่าวจะมีอายุ 2 ปี เมื่อครบสองปีหากมีรายชื่อเหลืออยู่ก็จะทำการยกเลิกเป็นโมฆะ ไปเพราะฉะนั้นถึงแม่สอบผ่านได้ขึ้นบัญชีก็ใช้ว่าคุณจะได้บรรจุเป็นข้าราชการเสมอไป

Read More