เวลาและพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ

ผมเชื่อแน่ๆว่าทุกคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ มาก่อนแล้วแน่ๆ ผมก็เคยได้ยินอย่างนั้นมาก่อนเหมือน แต่ผมจะขอเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยว่านอกจากเวลาแล้ว พลังงานชีวิตของเราในแต่ละวันก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

ผมยกตัวอย่างเช่นคุณตื่นนอนขึ้นมา พลังงานชีวิตของคุณจะเท่ากับหนึ่งร้อย แต่เมื่อคุณได้ดูข่าวการฆ่าข่มขืนแล้วคุณรู้สึกหดหู่มาก แล้วก็ทำให้คุณคิดกระเจิดกระเจิงไปอีกไกลแสนไกล แบบนี้พลังงานของคุณก็จะลดลงอีกมาก แล้วถ้าหากว่าหลังจากนั้นคุณไปเห็นข่าวดาราคุณก็เสพข่าวนั้นแล้วก็คิดตามเนื้อหาของข่าว พลังงานของคุณก็จะลดลงอีกครั้ง คุณรู้สึกเหนื่อยอยากพักผ่อนคุณจึงหยิบเอามือถือขึ้นมาเล่นเกมส์ หลังจากนั้นคุณเห็นว่าเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้วถ้าไม่ทำรายงานตอนนี้จะไม่ทันส่งอาจารย์แน่ คุณก็ตัดสินใจทำรายงาน แต่คุณสังเกตเห็นว่าคุณพิมพ์งานพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก แล้วก็อยากพักสายตามเต็มที คุณจึงหลับตาแป๊บหนึ่ง คุณเผลอหลับไปตื่นขึ้นมาอีกทีตอนห้าทุ่ม คุณบอกกับตัวเองใหม่ว่าเดียวพรุ่งนี้เช้าค่อยทำก็ทัน ตอนเช้าคุณตื่นสายขนาดจะอาบน้ำยังจะไม่มีเวลาดังนั้นการทำรายงานคงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ สุดท้ายคุณไม่มีงานส่ง เรื่องนี้อาจจะฟังดูเวอร์ไปซักหน่อย แต่มันก็มีส่วนที่เป็นความจริง

เวลาเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเท่ากัน แต่ถ้าคุณมีเวลาแต่พลังงานชีวิตของคุณเหลือน้อยเต็มทีแล้วละก็ คุณก็ไม่สามารถสร้างประโยชน์จากเวลาที่คุณมีนั้นได้

สิ่งที่ผมอยากนำเสนอนั้นก็คือ จงใช้พลังงานชีวิตของคุณไปกับสิ่งที่มีค่าที่จะพัฒนาตัวคุณเองให้ก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะถ้าคุณใช้ไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ คุณก็จะมีพลังงานชีวิตเหลือไม่มากพอในการใช้กับสิ่งที่มีประโยชน์

หากคุณยังนึกไม่ออกว่าอะไรที่มีประโยชน์และอะไรที่ไม่มีประโยชน์แล้วละก็ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ซึ่งผมแบ่งประเภทเป็น กลุ่มๆได้ดังนี้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์บ้าง สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เลย อย่างเช่นการดูข่าว หากเป็นข่าวการฆ่ากัน อุบัติเหตุ การวิ่งราว ชู้สาว เด็กนักเรียนตีกัน ข่าวอย่างนี้ดูปีละครั้งก็พอ ย้ำปีละครั้ง ถ้ามากกว่านั้นแสดงว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ทำไหมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะข่าวพวกนี้ เกิดขึ้นซ้ำๆ รูปแบบเดิมๆ แค่เปลี่ยนสถานที่และบุคคล ผมถามว่าคุณจำข่าวอุบัติเหตุที่คุณดูเมื่อหนึ่งปีที่แล้วได้ไหม คำตอบน่าจะเหมือนๆกันทุกคนนั้นคือไม่ได้ ข่าวพวกนี้เป็นข่าวที่เราดูเพื่อทำให้เราหดหู่แล้วเราก็ลืม ซึ่งเราจะเสียพลังงานชีวิตไปให้กับความหดหู่นั้น แต่ทำไหมจำเป็นจะต้องดูปีละครั้งด้วยละก็เพราะเพื่อเป็นการเตือนสติตัวเราเองว่าเรื่องแบบนี้สามารถที่จะเกิดขึ้นกับเราได้ให้เตรียมตัวรับมือกับมันเพื่อความไม่ประมาท

ครั้งหน้าเดี๋ยวเรามาต่อกันอีก เพราะเรื่องของพลังงานชีวิตยังมีอีกหลายแง่มุมให้กล่าวถึง

Read More

ตั้งเป้าหมายง่ายๆ แล้วเราจะสามารถทำสำเร็จได้[2]

หลังจากวางแผนครั้งแรกไม่สำเร็จจนเวลาผ่านไปเนินนาน แล้วจึงกลับมาอยากลดน้ำหนักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมจะต้องคิดให้มากกว่าเดิมว่าผมจะทำยังไง ถึงจะสามารถทำสิ่งที่คิดไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ผมเกิดการตระหนักแล้วว่า ถ้าจะทำเยอะๆ อย่างเช่นถ้าจะวิ่ง คิดวางแผนวันนี้พรุ่งนี้วิ่งเลยสิบกิโลเมตร ก็ยังสามารถทำได้ แต่ผมไม่ต้องการแบบนั้นสิ่งที่ผมต้องการคือ ทำน้อยแต่ทำอย่างต่อเนื่องจนกายเป็นนิสัยไปเลย

ผมเปลี่ยนจากการวิ่งมาเป็นการกวาดบ้านแทนเพราะต้องการให้ร่างกายได้ขยับทุกๆวัน พร้อมกับได้ประโยชน์ด้วย ผมก็เริ่มเลยในวันรุ่งขึ้นและก็ทำอย่างนั้นอยู่เป็นเดือน หลังจากผมคิดว่าการกวาดบ้านมันเป็นนิสัยผมแล้ว ผมก็ขยับมาถูด้วย ผมก็ทำอย่างนั้นอยู่อีกหลายเดือน จนมันเหมือนกับเป็นการทำงานอย่างอัตโนมัติของร่างกายไปแล้วว่าเมื่อกับมาจากทำงานผมจะต้องจับไม้กวาดแล้วก็เริ่มลงมือกวาดบ้านทันที หลังจากกวาดบ้านเสร็จก็ต้องถูในทันที หลังจากนั้นผมก็เพิ่มกิจกรรมเข้าไปอีกสองสามอย่าง จนในแต่ละวันกิจกรรมเหล่านั้นสามารถที่จะทำให้ผมสามารถที่จะเสียเหนื่อยได้ และผมก็ทำมันเป็นประจำโดยอัตโนมัติ ทุกวันนี้ผมก็ยังทำอยู่ สิ่งที่ผมได้รับคือ น้ำหนักผมลดลงหกกิโลกรัมเลยทีเดียว

นี้คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงจากการแก้ปัญหาจากสิ่งที่เล็กน้อยๆที่อยู่รอบๆตัวเรา คุณก็สามารถใช้หลักการง่ายๆนี้ไปประยุกต์ใช้กับเรื่องๆอื่นๆได้เช่นกัน

สรุปหลักการของการตั้งเป้าหมายง่ายๆ คุณต้องหาก่อนว่าคุณต้องการที่จะเพิ่มหรือแก้ปัญหาอะไรให้กับชีวิต เช่นอยากเก่งภาษาอังกฤษ ขั้นตอนต่อมาคุณก็จะต้องมาคิดกิจกรรมว่ากิจกรรมอะไรที่มันจะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายนั้นได้ อย่างเช่นเป้าหมายอยากเก่งภาษาอังกฤษ คุณก็ต้องท่องคำศัพท์ให้ได้เยอะๆ คุณก็กำหนดเลยว่าจะท่องศัพท์ทุกวัน หรือห้าวันทำงาน อันนี้ก็แล้วแต่ ต่อมาก็กำหนดเวลาว่าจะทำมันตอนไหน อย่างเช่นตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานอย่างอื่น แต่ข้อแนะนำของผมก็คือให้เริ่มจากน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสาระสำคัญของเรานั้นคือต้องการที่จะทำให้กิจกรรมใหม่ที่เราเพิ่มเข้ามาในชีวิตของเรานั้น เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเรา ไม่ได้คาดหวังว่าจะเก่งภายในพรุ่งนี้เลยเพราะฉะนั้นคุณควรเริ่มจากจำนวนหรือ ปริมาณที่น้อยที่สุดก่อน ลำดับต่อมาคุณต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรมนั้นให้อยู่ใกล้ตัวและอยู่ในพื้นทีที่เราจะต้องอยู่ทุกวัน อย่างเช่นโต๊ะทำงาน หรือถ้าใครที่ต้องทำงานที่เดินทางบ่อยแล้วละก็ก็เอาใส่ไว้ในกระเป๋าเลยก็ได้ ถัดมาหลังจากนั้นก็คือการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง โดยคุณไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของงานเข้าไปให้ทำเท่าเดิมไปเรื่อยๆ เช่นท่องศัพท์ก็ท่องคำเดียวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าการท่องศัพท์ของเรานั้นมันกลายเป็นนิสัยของเราไปแล้ว จึงให้เพิ่มปริมาณตามที่เราต้องการแต่ต้องไม่มากจนเกินไป และขั้นตอนสุดท้ายคือการจดบันทึก เพราะการจดบันทึกจะเหมือนเป็นการให้กำลังใจตัวเองว่าเราทำสำเร็จแล้ว เป็นการย้ำคิดย้ำเตือนให้เราตะหนัก และรู้สึกมีความสุขที่เราได้ทำเป้าหมายของเราได้สำเร็จในแต่ละวัน

แนวคิดนี้ผมตั้งชื่อมันว่าการตั้งป้าหมายง่ายให้กับชีวิต โดยเราสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมอื่นๆที่เราต้องการได้ทั้งหมด และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆท่าน

Read More

ตั้งเป้าหมายง่ายๆ แล้วเราจะสามารถทำสำเร็จได้[1]

ผมว่ามีหลายคนที่เป็นเหมือนผม นั้นก็คือมีเรื่องที่อยากทำให้สำเร็จมากมาย แต่พอลงมือทำจริงๆแล้วกับไม่เคยสำเร็จเลย จะกระตือรือล้นเฉพาะช่วงแรกๆเท่านั้น แล้วผ่านไปสักเดือนสองเดือนสามเดือนก็ลืมสิ่งนั้นไป กลับไปอยู่ในสภาพแบบเดิม จะกลับมาคิดถึงสิ่งที่อยากทำนั้นอีกครั้งก็ตอนปีใหม่ หรือวันเกิดของตัวเอง ที่เรามักจะคิดว่าไอ้สองวันนี้มันคือวันของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ เราก็จะคิดสิ่งดีๆที่เราอยากจะทำมากมาย

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเรื่องราวเป็นรูปธรรม ผมอยากลดน้ำหนัก เพราะสังเกตว่าเดียวนี้ตัวเองไม่เหมือนเดิม จากแต่ก่อนเคยหนัก 56 กิโลกรัม แต่น้ำหนักเพิ่มเอาๆจนขึ้นไปอยู่ที่ 74 กิโลกรัม เริ่มมีคนทักว่าอ้วน ครั้งแรกอาจจะไม่คิดอะไร แต่หลังจากนั้นมันตามมาด้วยครั้งที่สองสามสี่ จึงตระหนักได้ว่าตัวเองอ้วนจริงๆแล้วละ ผมเลยรู้ว่าทำไหมการโฆษณาซ้ำๆมันถึงทำให้สินค้าขายได้ ส่วนเหตุผลที่ผมน้ำหนักเพิ่มขึ้นก็อาจจะเป็นเพราะ 1.ไม่ได้ออกกำลังกาย 2.เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพของระบบการย่อยอาหารจึงลดลง ทำให้เกิดพลังงานสะสมในรูปแบบของพุง 3.กินมากไป เมื่อรู้สาเหตุก็คิดวิธีการแก้ปัญหา ความคิดแวบแรกคือซื้อยาลดความอ้วนที่มีขายอยู่ในท้องตลาดอย่างดาษดื่น มากินแต่คิดอีกทีไม่ดีกว่า เพราะผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับสารเคมีต่างๆในยาลดความอ้วนเลยว่ามันทำงานยังไงมันจึงทำให้เราน้ำหนักลดลงได้ หากมีความรู้มากพอว่ามันจะไม่เกิดโทษกับร่างกายจริงๆวันหนึ่งผมก็อาจจะซื้อมากินก็ได้ แต่ตอนนี้ยังก่อน เมื่อรู้สาเหตุก็แก้ตามสาเหตุ ผมไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผมก็เริ่มลุกมาวิ่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน และตอนเย็นก็ออกไปวิ่งอีกครั้ง โดยผมหักโหมมากวิ่งครั้งละกิโลสองกิโล(ซึ่งถือว่ามากสำหรับผม) พร้อมทั้งการจดจ่อกับการชั่งน้ำหนักว่าลดลงกี่กิโลแล้ว แต่ในใจลึกๆไม่มีความสุขเลยตอนเช้าก็เกิดความรู้สึกประมาณว่า อีกแล้วเหรอวะต้องไปวิ่งอีกแล้วเหรอวะคิดถึงความเหนื่อย อาการปวดแข้งปวดขาต่างๆที่ตามมา แต่ก็ไป ตอนเย็นก็เหมือนกัน สาเหตุที่สองระบบการย่อยอาหารไม่ดีเพราะเริ่มแก่ งั้นก็ต้องใช้ตัวช่วย พยายามกินนมเปรี้ยว หรือโยเกิตร์ทุกวัน เพราะเขาบอกว่าช่วยในเรื่องการย่อยอาหารได้ สาเหตุที่สาม กินมากไป วิธีการของผมก็คือจะไม่กินให้จนอิ่ม กินไปซักพักก็จะหยุด เพราะผมเคยอ่านเจอว่า ความอิ่มของเรามันจะ Delay ประมาณ 20 นาที เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากินไปเรื่อยๆจนอิ่มเองเราจะรู้สึกแน่นท้อง

หลังจากนั้นผมก็ปฏิบัติตามวิธีการที่ตัวเองคิดขึ้นมาอย่างเคร่งครัด แต่ช่วงหนึ่งงานยุ่งมากจนต้องเอากลับมาทำที่บ้าน ทำให้ผมไม่มีเวลาออกไปวิ่ง เมื่อไม่ได้ทำตามข้อหนึ่ง ความคิดในใจก็คิดตามมาว่าข้อหนึ่งไม่ได้ทำแล้วข้อสองก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวได้ทำข้อหนึ่งเมื่อไหรค่อยทำให้ครบทุกข้อ ข้อสามก็เหมือนกัน หลังจากนั้นผมก็หยุดยาวเลย งานที่เคยยุ่งก็ไม่ยุ่งแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้คิดที่จะออกไปวิ่งอีกเพราะคิดถึงความเหนื่อยความลำบากที่เจอ สุดท้ายเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมกลับมาคิดเรื่องของการลดน้ำหนักอีกครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเกิดของผมเอง และเวลาผ่านไปสักพัก ก็ดูเหมือนว่าไอ้แผนใหม่ของผมนี้จะได้ผลซะด้วยอาจจะไม่วือหวาแต่กราฟของน้ำหนักก็ลดลงเรื่อยๆ อยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไหงต้องติดตามในตอนต่อไปครับ

Read More